Sunday, August 18, 2019

Oxygen

ออกซิเจน เกราะกันโรค

น้ำเป็นสารประกอบ(compound) โมเลกุลน้ำประกอบด้วยอะตอมไฮโดรเจนสองอะตอมและอะตอมออกซิเจนหนึ่งอะตอม.
      ออกซิเจน  Oxygen มาจากคำฝรั่งเศส principe oxygène ที่นักเคมีฝรั่งเศส Antoine Lavoisier เป็นผู้คิดคำขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 เพราะเชื่อว่าเป็นธาตุที่ทำให้เกิดกรด และใช้กันต่อมา โดยตัดใช้คำเดียว oxygène มาเป็นคำ oxygen ในภาษาอังกฤษ. 
แผนภูมิอะตอมออกซิเจน ใจกลางอะตอมหรือนิวเคลียส ประกอบด้วย อนุภาคโปรตอนแปดตัว มีประจุบวก (เม็ดเล็กๆสีแดง เรื่องสีที่เห็นในภาพนั้น เพื่อความชัดเจนเท่านั้น ในความเป็นจริงอนุภาคเล็กขนาดนี้ภายในอะตอม ไม่มีสี. ก๊าซออกซิเจนเอง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่ออกซิเจนเหลว หรือออกซิเจนในสภาพแข็ง มีสีออกฟ้าๆ) และอนุภาคนิวตรอน (เม็ดเล็กๆสีน้ำเงิน) แปดตัว มีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง (เป็นบวกหรือลบ). นิวเคลียสออกซิเจน มีวงล้อมสองชั้น ชั้นในมีอนุภาคอิเล็กตรอนสองตัว และชั้นนอกมีหกตัว รวมกันเป็นอนุภาคอิเล็กตรอน แปดตัว มีประจุลบ. เพราะมีอิเล็กตรอนชั้นนอกมาก จึงทำให้ออกซิเจนมีประจุไฟฟ้าลบมากกว่า.
(ภาพจากเพ็จ Electricalwiringcircuit.me แสดงไดอาแกรมออกซิเจนตามที่ Bohr & Rutherford ได้เสนอไว้)
        การวาดแผนภูมิแสดงอะตอมนั้น โดยเฉพาะเมื่อเจาะจงจำนวนอิเล็กตรอน อาจวาดเป็นวงกลมหลายวง ที่ขยายใหญ่ขึ้นๆ ซ้อนลง ดังภาพข้างบนนี้. วงล้อมอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสนั้น มีหลายชั้นได้แล้วแต่ธาตุชนิดต่างๆ ยิ่งมีอิเล็กตรอนมาก ก็แบ่งอิเล็กตรอนออกไปในวงล้อมชั้นนอกๆออกไป. เพราะแต่ละชั้น มีศักยภาพในการรับจำนวนอิเล็กตรอนไม่เท่ากัน. ชั้นที่อยู่ใกล้นิวเคลียสที่สุด รับได้ไม่เกินสองอิเล็กตรอนเป็นต้น.
เมื่อต้องการแสดงเส้นทางโคจรของอิเล็กตรอนรอบๆนิวเคลียสหรือใจกลางของอะตอม ก็เปลี่ยนไปวาดเส้นวงรีซ้อนลงไปดังภาพข้างล่างนี้
ภาพวาดแบบนี้ มักไม่เจาะจงอนุภาคนิวเคลียส ละไว้ในฐานเข้าใจว่าประกอบด้วยโปรตอน(และนิวตรอนที่อาจมีหรือไม่ก็ได้) แต่ต้องการเจาะจงเส้นทางเดินของอิเล็กตรอน เพื่อประโยชน์ในการสาธิตเรื่องอื่นเป็นต้น. แบบนี้จึงเห็นเส้นทางโคจรของอิเล็กตรอนเหมือนเส้นทางโคจรของดวงดาวในระบบสุริยะ.
        บรรยากาศโลกประกอบด้วยออกซิเจนประมาณ 21% ของปริมาตร ปริมาณออกซิเจนนี้ เป็นปริมาณเฉลี่ยกึ่งกลางที่พอเหมาะกับคน. นั่นคือหากปริมาณของออกซิเจน มีน้อยกว่า17% ของปริมาตรแล้ว คนหายใจติดขัด  หรือหากมีปริมาณมากกว่า 25% ของปริมาตร สารประกอบอินทรีย์หรือสารออแกนิคจำนวนมากอาจลุกไหม้ได้.  ธาตุออกซิเจนและสารประกอบที่มีออกซิเจน รวมกันเป็น 49.2% ของเปลือกโลกชั้นนอก.
        เข้าใจกันว่า ออกซิเจนปรากฏขึ้นในบรรยากาศโลกเมื่อประมาณสองพันล้านปีก่อน จากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายทะเลสีน้ำเงินเขียวๆ.  การสังเคราะห์แสงดังที่รู้กัน ใช้พลังแสงแดดที่ทำให้น้ำแตกแยกตัวเป็นออกซิเจนและไฮโดรเจน. ออกซิเจนเข้าสู่บรรยากาศโลก ส่วนไฮโดรเจนที่ไม่ชอบอยู่ตามลำพัง(เพราะเป็นก๊าซที่เบามาก) เข้ารวมกับคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างมวลชีวภาพขึ้น. ออกซิเจนละลายในน้ำได้ดีพอสมควรจึงเอื้อต่อการธำรงวงจรอากาศ วงจรชีวิตในน้ำ ตามแม่น้ำ ทะเลสาบและมหาสมุทร. สิ่งมีชีวิตรับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายด้วยการหายใจเข้า และเมื่อหายใจออก คายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์. สองในสามของมวลร่างคน คือออกซิเจนและหรือสารประกอบที่มีออกซิเจนเช่นน้ำ.
       การหายใจเข้าเป็นพฤติกรรมแรกของทารกแรกเกิดและจักเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติของคนไปจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต. เราหายใจเข้าออกอย่างอัตโนมัติ โดยมิได้ใส่ใจนัก. แต่การหายใจที่ถูกต้อง นักคิดนักปราชญ์โบราณ ได้วางหลักการหายใจที่ถูกวิธีมานานสองพันกว่าปีแล้ว  เพราะการหายใจที่ถูกต้อง สร้างความสมดุลและพัฒนาสุขภาพ.    ศาสตร์โยคะของอินเดียก็เน้นสอนให้รู้จักควบคุมลมหายใจทุกวินาที ในทุกสภาพบริบทแวดล้อม. คนที่รู้จักควบคุมลมปราณหรือ Prana ของตนเอง เท่ากับเสริมสร้างพลังชีวิตแก่ตนเอง, ลมปราณจึงคือพลังชีวิต. อารยธรรมกรีกมองว่า การหายใจเป็นการเชื่อมร่างกายกับจิตวิญญาณ หากทั้งสามปัจจัยสมดุลกัน ก็เท่ากับมีสุขภาพดี. Thích Nhất Hạnh [ทิช เนี้ยด หั่น] (เกิดปี 1926 เป็นพระครูชาวเวียตนาม ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านพลัมหรือ Plum Village เป็นพระภิกษุนักสู้เพื่อสันติภาพ) ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  การหายใจเป็นสะพานเชื่อมชีวิตกับวิญญาณสำนึก, เชื่อมร่างกายกับความคิด.  ประสาทวิทยา งมอยู่นานพันปี กว่าจะกวดตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่รู้จักพลังอำนาจของการหายใจกับการมีสติ.
        ในแพทย์แผนจีน ใช้ศิลปะ Qigong 氣功 [คี่กง][1] เพื่อทำให้ร่างกายผ่อนคลาย สมดุลและทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะดีขึ้น เช่นระบบย่อยอาหาร.  ลมหายใจเหมือนเข้าไปบีบนวดอวัยวะต่างๆให้กระฉับกระเฉง ช่วยให้เลือดไหลดี  อีกทั้งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เสถียรด้วย. ไม่ว่าแบบอินเดียหรือแบบจีนหรือแบบอื่นใด เทคนิคการหายใจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพ. พูดสั้นๆง่ายๆว่าเลือดดูดออกซิเจนจากลมหายใจเข้าและนำส่งไปสู่เซลล์ทั่วทั้งร่าง.
        มลภาวะสมัยปัจจุบันทำให้อากาศไม่บริสุทธิ์. ในฝรั่งเศส มีการนำอากาศบนเขาสูง ไปตรวจสอบคุณภาพ และพบอนุภาคของปลาสติกขนาดจิ๋วในจำนวนใกล้เคียงกับที่ปนในอากาศบนที่ราบกลางเมือง ทั้งๆที่บนเขาสูงนั้น ไร้คนอาศัย ไร้ควันหรือโรงงาน. จึงไม่น่าแปลกใจว่า ควันบุหรี่ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม จากยานพาหนะบนท้องถนนในเมือง โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานคร จะมีปริมาณมลพิษมากเพียงใด.
         อากาศบริสุทธิ์ในบรรยากาศโลก ควรประกอบด้วยไนโตรเจน 78%  ออกซิเจน 21% และก๊าซมีตระกูลอื่นๆอีก 1% (ก๊าซมีตระกูล-noble gas คือก๊าซที่ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นๆ ไม่ทำให้เกิดสารประกอบคลอไรด์ ออกไซด์และซัลไฟด์ เช่นฮีเลียม นีออน). ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศไม่ควรเกิน 0.04 %.  
         ตราบใดที่ปริมาณออกซิเจนในอากาศไม่ต่ำลงกว่า 18% อากาศนั้นดีใช้ได้สำหรับมนุษย์. แต่หากมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาก โดยเฉพาะมากกว่า 0.1% ถือว่าเป็นอากาศเลว และเมื่อเกินเลยไปถึง 1% คนจะปวดศีรษะ เหนื่อยล้าหมดแรง.  ยิ่งอากาศแห้งเพราะเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งกลิ่นอับชื้น ยิ่งทำลายคุณภาพของอากาศ. คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีกมากด้วยเมื่ออยู่ในฝูงคนกลุ่มใหญ่.
         อากาศที่หายใจผ่านจมูก มีปริมาณออกซิเจนสูงสุดอยู่ที่ 21% ของปริมาตร แต่ปริมาณออกซิเจนที่เหลือภายในร่างกายหลังจากหายใจออก  มีเพียงประมาณ 4% เท่านั้น. นั่นหมายความว่า อากาศในลมหายใจออกมีออกซิเจน 17% และคาร์บอนไดออกไซด์ 4%. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออก ยิ่งสูงขึ้นเป็นร้อยเท่า ถ้าคนหายใจคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปมาก.  
        หากนับการหายใจปกติของคนอยู่ที่ 17 ครั้งต่อหนึ่งนาที (เด็กๆหายใจเข้ามากครั้งกว่าผู้ใหญ่) และปริมาตรของอากาศอยู่ที่ 0.5 ลิตรต่อการหายใจแต่ละครั้ง เท่ากับเราหายใจอากาศเข้าไปในร่างกายประมาณ 8.5 ลิตรต่อนาที หรือประมาณ 12,200 ลิตรต่อวัน และประมาณสี่ร้อยกว่าล้านครั้งในชั่วชีวิตหนึ่ง. อากาศผ่านเข้าสู่ปอดเราประมาณ 370,000 ลูกบาศก์เมตรตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ย เพราะปริมาตรที่แท้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดรูปร่างคน หรือความถี่ในการหายใจที่แตกต่างกันในแต่ละคน. ดังนั้น แต่ละวันปริมาณออกซิเจนที่หายใจเข้า อยู่ระหว่าง 500-2000 ลิตร. 
          วิถีชีวิตของแต่ละคน ส่งผลต่อความต้องการออกซิเจนของร่างกาย, คนที่มีกิจกรรมมาก ออกกำลังมาก ต้องการออกซิเจนมากกว่าคนที่อยู่เหย้าเฝ้าเรือน. คนที่ออกกำลังมาก ก็มีสมรรถภาพในการเก็บกักอากาศได้ดีกว่า. ปอดของผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี กักอากาศไว้ภายในหน้าอกเราประมาณ 5-6 ลิตรนักว่ายน้ำนักดำน้ำทั้งหลาย ฝึกหายใจเข้านานๆอย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัย เพื่อกักอากาศให้ได้มากที่สุด (สถิติสูงสุดอยู่ที่ 6.5 ลิตร). ยิ่งเขาเก็บอากาศไว้ในร่างกายมากเท่าใด เขายิ่งว่ายน้ำดำน้ำได้เร็วขึ้นเพราะกลั้นหายใจได้นานขึ้น
          ปอดกักอากาศ ลิตรไว้เสมอในร่างกาย. ลมปริมาตรนี้เรียกกันว่าเป็น the dead volume เป็นลมปราณมวลสุดท้ายที่จะออกจากตัวเมื่อคนสิ้นใจหรือสิ้นลม. การที่หมอให้คนไข้เข้าอบในตู้ออกซิเจนเป็นความพยายามที่จะอัดออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ผยุงปริมาณต่ำสุดของอากาศภายในร่างกาย เพื่อที่เลือดจะได้ดูดออกซิเจนส่งไปยังปอด หัวใจ สมอง ทำให้มีกระบวนการผดุงชีวิตต่อไปในร่างกาย.[2]  
        จมูก ปากและปอดนำออกซิเจนเข้าไปในเลือด เพื่อให้หัวใจแจกจ่ายออกซิเจนไปสู่เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย. ดังที่รู้กันแล้วว่า ออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย เช่นเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เผาไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคสและน้ำตาลเป็นต้น.
ดูแผนภูมิข้างล่างนี้ แสดงปริมาณของออกซิเจนเทียบกับธาตุอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของชีวิตคน

         ออกซิเจน เป็นเกราะสำคัญในการต่อสู้พิษ เชื้อโรคต่างๆที่ร่างกายรับไว้ไม่ได้ เหมือนอาหารไม่ย่อย ร่างกายจึงพยายามกำจัดออก. ความเจ็บปวดของร่างกาย เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย  เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับระบบธรรมชาติในร่างกาย และร่างกายขจัดมันออกไปไม่หมดหรือไม่ได้. หากเราปรับหรือหยุดนำเข้าสิ่งที่ไม่เป็นมิตรกับร่างกาย ร่างกายก็ฟื้นฟูตัวเอง กลับมีสุขภาพดีขึ้นได้.
        ออกซิเจน ณอุณหภูมิ 20 ⁰C อยู่ในสถานะของก๊าซ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น. คนใช้ออกซิเจนมากที่สุดในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า และในการผลิตสารเคมีหลายชนิด รวมถึงกรดไนตริกและไฮโดรเจนเพอรอคไซด์ (oxygen peroxide) ที่ใช้ในการสกัดกั้นโรคติดต่อ หรือในการทำยาฟอก เช่นยาฟอกผม.  ออกซิเจน เป็นองค์ประกอบในสารอื่นๆอีกหลายประเภท. ก๊าซออกซิเจนถูกนำมาใช้มากขึ้นในกระบวนการกำจัดน้ำเสียและในท่อระบายน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม.
        อากาศ หรือคำ ฮวง ในสำนวน 風水 หรือ Feng Shui. จุ้ย คือ คำ น้ำ. คำฮวงจุ้ยที่คนไทยใช้กัน มักเน้นไปถึงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ในการตั้งสุสสานของบรรพบุรุษ แต่ความหมายของคำนี้ มิได้จำกัดอยู่ที่การจัดทิศทางหรือตำแหน่งบนพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพแวดล้อมธรรมชาติในทุกมิติ. ในมิติของร่างกายคนก็เช่นกัน หากร่างกายได้รับอากาศดี ได้ดื่มน้ำดี ฮวงจุ้ยของร่างกายย่อมดี และจักเอื้อต่อการเจริญพัฒนาไปในทิศทางที่ดี.  เดี๋ยวนี้การแพทย์ตระหนักรู้แล้วว่า การต่อสู้โรคร้ายเช่นมะเร็ง คือการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกาย และการมีน้ำดื่มที่สะอาดบริสุทธิ์ จักเข้าไปเป็นตัวชำระล้างขับสารพิษหรือสิ่งโสโครกให้ออกไปจากร่างกาย. 
พยายามอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ อากาศดีทำให้สุขภาพดี จิตใจเบิกบาน

โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์
๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๒



[1]  คี่กง เป็นกระบวนการออกกำลังและการทำสมาธิแบบหนึ่ง ที่ผนึกปรัชญาจีน หยินหยัง เข้าไปด้วย ในทำนองว่า หยิน Ying คือการตั้งอยู่ และ หยัง Yang คือการทำ. หยินคี่กง เป็นท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ยืดออก มองไกล หายใจยาวๆ. ส่วน หยังคี่กง มีท่วงท่าที่กระฉับกระเฉงกว่า. เชื่อกันว่า ทั้งสองกระบวนการช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย. ในประเทศจีน คี่กง เป็นหนึ่งในกระบวนการป้องกันโรคมะเร็ง. ถ้าคนป่วยเป็นมะเร็งแล้ว  มีกำลังพอลุกขึ้นออกกำลังได้ ก็คงจะดีมาก อาจช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคได้.
          การเคลื่อนไหวทั้งร่างกายและจิตสำนึกไปพร้อมกัน ตามวิถีของ คี่กง นั้น ทำให้พลังงาน คี่ Qi ไหลผ่านไปตามช่องทางเดิน(เลือด, ลม)สิบสองช่องสำคัญๆของร่างกาย และอีกแปดช่องพิเศษ (นึกภาพกันเองนะคะ). เชื่อกันว่าการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งด้วยท่วงท่าช้าๆอย่างสม่ำเสมอและท่ากระฉับกระเฉงสลับกันนั้น กระตุ้นให้พลังลื่นไหล และกระชับสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ. แพทย์แผนจีนใช้การออกกำลังแบบคี่กง เพื่อธำรงสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วย และยืดอายุ.
        เมื่อระบบอวัยวะต่างๆทำงานสอดคล้องกันดี ไม่สะดุด สร้างความสมดุลขึ้นทั้งภายในและภายนอก  เพราะไม่มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวใดใน คี่กง ที่เน้นอยู่เฉพาะจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย แต่เป็นการเคลื่อนตัวสอดคล้องกันตั้งแต่หัวจรดเท้า.  คนที่ฝึกคี่กง หากบรรลุความสงบได้ ก็เท่ากับว่า พลังคี่ในตัวพบความสมดุล.  เหมือนแนวพุทธปรัชญา ประเด็นหลักคือการปล่อยวาง ปล่อยความคิด ปล่อยอารมณ์ต่างๆ ออกไปจากร่างกาย.  นอกกรอบของการแพทย์  คี่กงยังเป็นศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวแบบหนึ่ง และเป็นการทำสมาธิด้วย นำไปสู่การมีสติ ไปจนถึงการเจริญปัญญา. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> https://www.consciouslifestylemag.com/qigong-exercises-healing-energy/

[2] ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว มีลมในร่างกาย คือมีชีวิต, เมื่อหมดลมหรือสิ้นลม คือตาย. เมื่อหยุดหายใจแล้ว ร่างยังอุ่นๆ คนก็ยังมีความคิดที่จะรักษาลมปราณที่ยังเหลืออยู่ในร่างกาย ด้วยการอุดทวารทั้งเก้า ด้วยความหวังว่าลมที่มีนีหละที่จะทำให้คนนั้นกลับมีชีวิตใหม่ได้.  
         ในวิสัยทัศน์ของชาวจีน  เมื่อคนเกิดจะได้รับส่วนแบ่งหนึ่งส่วนของลมแห่งชีวิตที่ครอบจักรวาลเราอยู่ และจะตายเมื่อใช้ลมส่วนนี้หมดไป. นั่นคือ แต่ละคนมีส่วนปันจำกัดของลมแห่งชีวิต จึงจำเป็นต้องพยายามเก็บรักษาลมส่วนนี้ของตน ไม่ปล่อยให้มันสูญเสียไปเปล่าๆ. ด้วยเหตุนี้ผู้ที่หวังจะมีชีวิตยืนนาน  หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ทำให้เรอและผายลม. นอกจากต้องคอยพยุงรักษาลมแห่งชีวิต” ไว้ในร่างกายแล้ว ยังต้องรักษาน้ำแห่งชีวิต” (น้ำอสุจิไว้ให้ดีด้วย โดยเฉพาะเมื่อผู้นั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้หวังชนะความตาย. นอกเหนือจากการมีบุตรสืบราชบัลลังก์ การมีนางสนมจำนวนมากมายนั้น ก็เป็นพฤติกรรมการเสริมสร้างพลังชีวิตที่สำคัญ แต่ในการร่วมประเวณีมากครั้งอย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าต้องไม่ปล่อยให้ถึงจุดขับน้ำอสุจิออกมา เพื่ออนุรักษ์น้ำแห่งชีวิตไว้  ซึ่งหมายถึงการยืดชีวิตตนเองออกไปอีกนั่นเอง. ผู้ใหญ่รุ่นก่อนๆจึงมักพูดว่า สามีภรรยาที่รักกันมาก สามีจะอายุสั้น (โดยที่ไม่เคยเจาะจงหรืออธิบายว่าทำไม นั่นคือเขาไม่ถนอมน้ำแห่งชีวิตของเขา. ตัวเขาซีดเซียวอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ ทั้งๆที่ไม่มีโรคมีภัยใดๆมาก่อน). เมื่อมาคิดๆดู คติของ “ลมและน้ำแห่งชีวิต” นี้คือระบบ “ฮวงจุ้ย” (ฮวงคือลม และจุ้ยคือน้ำในร่างกายคนนั่นเอง. 
          การรักษาแบบฝังเข็มของคนจีนก็คือการเข้าไปจัดระบบฮวงจุ้ยในร่างกายให้สมพงศ์สมดุลกันที่สุด. ศิลปะการป้องกันตัวของจีนที่ใช้กำลังภายในเป็นอาวุธสำคัญนั้น ก็คือศิลปะการควบคุมการหมุนเวียนของลมภายในร่างกาย. ลมนี้ในภาษาจีนเรียกว่า    หรือ qi หรือ /คี่หรือ /ขี้/. 
         ไทยรับคำนี้มาใช้โดยใช้อักษร ข-ไข่ ถ่ายเสียงจึงทำให้ไปพ้องรูปและเสียงกับคำ “ขี้ ที่แปลว่ามูล. คำ “ขี้-qi” เป็นที่มาของคำประสมหลายคำในภาษาไทยที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่นในสำนวน “ขี้โมโหขี้กลัวขี้คุย ฯลฯ. ความที่ภาษาไทยใช้คำ “ขี้” ที่หมายถึงสิ่งสกปรก เมื่อใช้คำ qi - ขี้ กับอารมณ์ความรู้สึก จึงมักใช้บอกอารมณ์ในแง่ลบมากกว่า.
       
สัญชาตญาณของชาวจีนเกี่ยวกับชีวิตดังกล่าว ดูไม่ผิดไปจากจิตสำนึกของชาวตะวันตกเกี่ยวกับกำเนิดชีวิตนัก  ดังที่ปรากฏเล่าไว้ในคัมภีร์ไบเบิลเก่า ตอนพระเจ้าเนรมิตมนุษย์ว่า  พระเจ้าสร้างคนด้วยการเอาดินผสมกับน้ำมาปั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง แล้วพระองค์ก็เป่าลมเข้าไป ร่างนั้นมีชีวิตขึ้นมา. ดินคือแร่ธาตุเก้าชนิด : 99% ของผิวนอกของโลกประกอบด้วยธาตุเก้าชนิดเป็นสำคัญในอัตราส่วนเฉลี่ยดังนี้ : 99% ของผิวนอกของโลกประกอบด้วยธาตุเก้าชนิดเป็นสำคัญในอัตราส่วนเฉลี่ยดังนี้ : ก๊าซออกซิเจน 45.0%, ซิลิคอน 27.0% (กึ่งโลหะหรือกึ่งตัวนำ), อลูมีเนียม 8.0%, เหล็ก %.8%, คัลเซียม 5.1%, แม็กนีเซียม 2.8%, โซเดียม 2.3%, โปตัสเซียม 1.7%, ไฮโดรเจน 1.5% (ref. Science Desk Reference, p. 376-9).  
        ร่างกายคนก็มีส่วนประกอบจากธาตุเหล่านี้.  ความจริงเชิงวิทยาศาสตร์นี้จึงยืนยันคติที่ว่า คนเกิดจากดินเมื่อตายก็กลับคืนสู่ดิน. เมื่อมีน้ำกับลมมาช่วยทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นระหว่างแร่ธาตุเหล่านี้  ชีวิตจึงอุบัติขึ้น. กรรมวิธีการอธิบายดังกล่าวจึงเหมือนกันในแง่ขององค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต.

Thursday, August 15, 2019

WaterMass

น้ำในร่างกาย
      70-80% ของน้ำหนักร่างกายคน คือน้ำหนักน้ำภายในร่างกายคน. นักวิทยาศาสตร์คิดคำนวณย่อยๆลงถึงขั้นอนุภาค แล้วให้ตัวเลขว่า ร่างกายคนประกอบด้วยเซลล์จำนวน3.72 ล้านล้านเซลล์ (หรือ 3.72×1013 เซลล์).  ในหนึ่งเซลล์ มีจำนวนโมเลกุลประมาณ 6x1011 โมเลกุล. ในร่างกายคนจึงมีโมเลกุลเท่ากับ (3.72×1013 ) X (6x1011) = 2 x 1025 โมเลกุล (อ่านตัวเลขเหล่านี้เป็นภาษาไทยเองนะคะ). จำนวนโมเลกุลของแต่ละคน ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัว อายุ  เพศ.
        แต่ที่แน่นอนเหมือนกันคือ  99.1% ในจำนวนโมเลกุลทั้งหมดในร่างกายคน คือโมเลกุลน้ำ. (นี่คือฐานข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ได้นับกันมา และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว. ศาสตราจารย์ Marc Henry ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ได้ลงมือนับเอง ตามที่เขาเล่าไว้ในปาฐกถาเรื่อง L’eau, passeuse de conscience

        2/3  ของปริมาณน้ำในร่างกาย  เป็นน้ำที่อยู่ภายในเซลล์ทั้งหมดของคนที่มีประมาณ 37.2 ล้านล้านเซลล์ดังกล่าวมาข้างต้น และอีก 1/3 เป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงระหว่างเซลล์ทั้งหลายนี้. น้ำจึงแทรกอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ในสัดส่วนต่างๆกัน เช่น ในหัวใจและสมอง 73%, ในปอด 83%, ในไตและกล้ามเนื้อ 79%, ในผิวหนัง 64%, ในเลือด 85%,  ในตับมี 70%, ในกระดูกมี 22 %, ในฟัน(ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดของร่างกายมนุษย์) ก็ยังมี 2-10 %.
        ในหนึ่งเซลล์ประกอบด้วยโมเลกุลอะไรบ้าง มาดูตัวเลขไว้เป็นแง่คิดคร่าวๆว่า
หากคนหนึ่งมีน้ำหนักตัว 57 กิโลกรัม ในร่างกายเขามี
น้ำ 34.8 kg. (= 61%)
ไขมัน 9.12 kg. (= 16%)
โปรตีน 9.12 kg. (= 16%)
คาร์โบไฮเดรด 0.57 kg. (= 1%)
และเกลือแร่ 3.4 kg. (= 6%) (ตัวเลขของเกลือแร่ รวมเอามวลไอออนอนินทรีย์หรือinorganic ions ที่ไม่นับเป็นโมเลกุล เข้าไปด้วย ที่มีปริมาณประมาณ 4% ภายในหนึ่งเซลล์. ไอออนเหล่านี้คือโซเดียม, โปตัสเซียม, คลอไรด์, ไฮโดรเจนคาร์บอเนตและฟอสเฟต) (ref. https://socratic.org/questions/how-many-molecules-are-in-the-human-body )

อีกแผนภูมิหนึ่งให้รายละเอียดองค์ประกอบถาวรภายในเซลล์มนุษย์หนึ่งเซลล์ จากเว็บเพจ >>
แผนภูมินี้ ยืนยันปริมาณน้ำในแต่ละเซลล์  ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 98.73% ซึ่งเปลี่ยนแปรไปตามรูปร่างคน อายุ เพศ น้ำหนัก.  แผนภูมินี้ยังโยงไปถึงประชาชนในประเทศพัฒนาด้วย. บวกลบคูณหารจากน้ำหนักเฉลี่ย เปอเซ็นต์น้ำสำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 48 (บวกลบ) 6% และสำหรับผู้ชายอยู่ที่ 58 (บวกลบ) 8%. จะเห็นว่า การคำนวณปริมาณน้ำตามน้ำหนักตัวนั้น มีตัวแปรมาก. ศาสตราจารย์ Marc Henry (ฝรั่งเศส) เลือกเสนอปริมาณน้ำในร่างกาย ด้วยการลงมือนับปริมาณของโมเลกุลน้ำในเซลล์ทั้งหมดของร่างกายแทน. ตามสูตรการคำนวญของเขา ดังแสดงไว้ในแผนภูมิข้างล่างนี้
ภาพข้างบนนี้ เห็นอัตราสัดส่วนชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ร่างกายคนประกอบด้วย
1) โมเลกุลน้ำ 99.1 mol% 
2) ไอออนเกลือแร่ 0.5 mol%
3) มวลอินทรีย์สาร อีก 0.4 mol%. (M.O. หรือ matière grasse / fat ในภาษาอังกฤษ เช่น กรดอะมิโน, ไขมัน-ลิปิด, โปรตีน, ดีเอ็นเอ. อาร์เอ็นเอ, พอลิแซ็กคาไรด์- polysaccharide)
(Mole หรือย่อเป็น mol เป็นหน่วยวัดอนุภาคขนาดเล็กที่สุดเช่นอะตอมหรือโมเลกุล. หนึ่ง mol เท่ากับ 6.02214179 x 1023 อะตอม).

         หากชีวิตคนประกอบด้วยน้ำถึง 99.1% แล้ว คนก็คือน้ำหรือมิใช่?      
à เช่นนี้ การทำงานของระบบอวัยวะทั้งหลายในร่างกายคนนั้น อยู่ในบริบทแวดล้อมของน้ำตลอดเวลา. แต่น้อยนักที่คนจะนำเรื่องน้ำขึ้นพิจารณาเมื่อศึกษาร่างกายทั้งทางสรีรวิทยาหรือทางชีวเคมี ตลอดจนการรักษาเยียวยาร่างกาย ทุกอย่างติดอยู่กับมวลสารที่เป็นเนื้อ หนัง กระดูก เส้นเลือด เส้นประสาท ต่อมฯลฯเท่านั้น โดยไม่เคยนำเรื่องน้ำเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งๆที่อวัยวะทั้งหมดอยู่ในน้ำ.

         พึงสำเหนียกไว้ว่า ร่างกายคนสูญเสียน้ำหรือขับน้ำออกในลักษณะต่างๆตลอดเวลาเหมือนกัน เช่น ทุกครั้งที่เราหายใจเรากักตุนอากาศเข้าไว้ในปอดครั้งละครึ่งลิตร แต่เมื่อเราหายใจออก ลมหายใจเป็นน้ำในสภาพของไอน้ำ เราจึงสูญเสียน้ำจากภายในไปกับการหายใจออกเฉลี่ยประมาณครึ่งลิตรต่อวัน.  
     ต่อมน้ำลายสามคู่ที่อยู่ใต้ลิ้นพ่นน้ำลายออกหล่อเลี้ยงปากวันละหนึ่งลิตร (คนช่างพูดช่างคุยสูญเสียน้ำมาก ทำให้กระหายน้ำ). ตั้งแต่เกิดจนอายุขวบหนึ่ง ทารกมีน้ำลายไหลฟูมออกมาแล้วไม่น้อยกว่า 38.5 แกลลอน.
     เส้นโลหิตฝอยพันๆเส้นภายในลำไส้ ดูดซึมน้ำวันละ 5 ลิตร.
      2/3 ของมวลสารอาหารที่ย่อยเรียบร้อยแล้วจากกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นน้ำ. น้ำนี้เซลล์ในผนังลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่กรองออก. น้ำที่ลำไส้ใหญ่กรองออกมานี้ ไปอยู่ตามผิวหนัง ออกมาเป็นเหงื่อเมื่อเราออกกำลังหรือเมื่ออากาศร้อน.  การที่ร่างกายขับเหงื่อออก ก็เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายเรา เราจะรู้สึกเย็นสบายขึ้น แต่เท่ากับเราสูญเสียน้ำในร่างกายไปอีก โดยเฉลี่ยหนึ่งลิตรต่อวันโดยไม่รู้ตัว.
     สารอาหารและน้ำออกจากลำไส้เพื่อเข้าสู่เส้นเลือด เป็นเลือดใหม่ ที่จะผ่านเข้าไปในม้าม ผู้กรองและเก็บเม็ดเลือดแดงส่วนหนึ่งไว้สำหรับใช้ยามต้องการ และม้ามจะกำจัดเซลล์ที่เสียๆออก รวมทั้งเม็ดเลือดแดงเก่าๆและเม็ดเพล็ตเต็ท.
     ส่วนไตก็ทำหน้าที่ฟอกโลหิตเช่นกัน. ระบบการย่อยอาหารและการหมุนเวียนของโลหิตในร่างกาย ทำให้เกิดเศษเซลล์เสียๆ ซึ่งถ้าร่างกายไม่มีทางกำจัดออก ก็จะตกค้างสะสมอยู่ในร่างกาย เป็นปัญหาจนถึงอันตรายได้. ไตเป็นโรงงานกำจัดน้ำเสียของคน เป็นอวัยวะที่ควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกายและกรองสิ่งสกปรกในเลือด เสร็จแล้วจึงส่งเลือดดีๆสะอาดๆออกมา. ถ้าไตทำงานล้มเหลว ร่างกายคนจะอ่อนแอ เพราะเชื้อโรคต่างๆแข็งแรงขึ้นและลุกลามไปยังเนื้อเยื่ออื่นทั่วร่างกาย. ในกรณีอย่างนี้ จึงมีการล้างไตโดยใช้วิทยาการสมัยใหม่เข้าไปทำหน้าที่กรองและกำจัดของเสียในเลือดทั้งร่างกาย. ส่วนพิษที่เหลือร่างกายจะขับออกเป็นปัสสาวะ ประมาณ 2-3 ลิตรต่อวันแล้วแต่ปริมาณน้ำที่ดื่มและปริมาณเหงื่อของแต่ละคน.

       ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้อธิบายให้เข้าใจว่า ถ้าร่างกายเราสูญเสียน้ำมากกว่า 15 % ของจำนวนน้ำในอวัยวะต่างๆ(ในสัดส่วนดังที่กล่าวมาข้างต้น) ก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือหากจำนวนน้ำที่หล่อเลี้ยงอยู่ระหว่างเซลล์ในร่างกายคนลดลงไปเพียง 2%  คนจะเสียพลังงาน(หรือหมดแรง) ลงไป 20%.  เรารู้กันแล้วว่าคนยังมีชีวิตรอดได้แม้อดอาหารหลายสัปดาห์ แต่หากอดน้ำเขาจะตายภายในสองสามวัน ทั้งนี้เพราะน้ำในร่างกายแห้งลงๆ หรือถูกขับออกไปเรื่อยๆ (ในลมหายใจออก, เหงื่อ, น้ำตา, น้ำมูก, ปัสสาวะ, อุจจาระ, การขากถ่ม ฯลฯ) หากไม่มีการเติมเข้าอย่างสม่ำเสมอ เราจะแห้งลงๆแบบเดียวกับที่ต้นไม้เหี่ยว เฉาและร่วงเมื่อขาดน้ำ. น้ำจึงเป็นปัจจัยอันดับสองรองจากก๊าซออกซิเจนที่ทำให้คนคงชีวิตไว้ได้. (เราอาจเคยได้ยินว่า มีผู้ทดลองอดอาหารและน้ำ ให้นานที่สุด เช่นในอินเดีย และใช้ชีวิตนั่งๆนอนๆเฉยๆ. ถ้าเขาทำได้ เราจะทำไหม เราจะใช้ชีวิตเรานั่งๆนอนๆไปเท่านั้นหรือไฉน).

        ปริมาณน้ำในร่างกายที่ลดลงตามอายุ เทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังต่อไปนี้
(ref. Prof. Marc Henry)
* เมื่อยังอยู่ในครรภ์ มีปริมาตรน้ำเท่ากับ 99.9 ลูกบาศก์เซนติเมตร (C/C หรือ cubic centimeter) เทียบได้กับปริมาตรน้ำในแมงกะพรุน
* ทารกอายุหนึ่งเดือน มีน้ำ 95 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในแตงกวา หรือผักสลัด
* อายุ 3-4 เดือน มีปริมาตรน้ำ 93 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในมะเขือสีม่วง  aubergines, ผักสลัดชนิดหนึ่ง (endives), กะหล่ำปลี (chou)
* อายุ 5 เดือน มีปริมาตรน้ำ 91 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในสมอง หรือในเห็ด champignons
* อายุ 6 เดือน มีปริมาตรน้ำ 87 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในเนื้อ
ผลไม้
* อายุ 9 เดือน มีปริมาตรน้ำ 80 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในตัวปลา
* วัยผู้ใหญ่ มีปริมาตรน้ำ 72 ลูกบาศก์เซนติเมตร เท่ากับปริมาตรน้ำตามผิวหนังของคน หรือในเนื้อสีแดงๆ(ของสัตว์)
* คนแก่ มีปริมาตรน้ำ 65 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในเนื้อสีขาวๆ(ของสัตว์)
* เมื่อตาย ร่างกายเหลือปริมาตรน้ำ น้อยกว่า 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร เทียบได้กับปริมาตรน้ำในเมล็ดธัญญพืช หรือในเนยแข็ง
สรุปได้ว่า เมื่ออายุ 30 มีมวลน้ำในร่างกายประมาณ 41 ลิตร เมื่ออายุ 70 มีมวลน้ำในร่างกายประมาณ 35 ลิตร
การแก่ตัวลงของคน คือการสูญเสียน้ำในร่างกาย เพราะพฤติกรรมชีวเคมีตลอดชั่วชีวิตของคน คือ การคายน้ำอย่างช้าๆ (dehydration) จึงต้องหมั่นเติมเข้าไปเสมอๆ.

สิงหาคม ๒๕๖๒

Wednesday, August 14, 2019

Introduction-Water

รักน้ำ

       ในชั้นมัธยมตอนต้นนั้น เราเรียนมาว่า น้ำประกอบด้วยออกซิเจนและไฮโดรเจน ว่า H2O คือสัญลักษณ์เคมีของน้ำ, ว่าน้ำมีจุดเดือดที่ 100⁰C จุดเยือกแข็งที่ 0⁰C , ว่าอุณหภูมิในร่างกายคนปกติอยู่ที่ 37⁰C. เรารู้มาเท่านั้น แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่สนใจอีกเลย.  
          ในขณะนี้ปีนี้(2019) ภาวะโลกร้อนกระทบบรรยากาศไปทุกหย่อมหญ้า ที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อชีวิตความเป็นอยู่ และที่สำคัญที่สุด ต่อความมั่นคงทางอาหารของชาวโลก. มีผู้ทำนายอนาคตของโลกไว้เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนแล้วว่า สงครามครั้งเลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติ คือสงครามแย่งชิงน้ำ.
           สูงวัยในวันนี้ หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุณหภูมิต่างๆมา ได้สัมผัสน้ำในสถานะและบริบทแวดล้อมต่างๆ  ดีใจเพียงใดว่า ชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยขาดน้ำ มีน้ำที่นำความสุขสดชื่นมาให้เสมอ เมื่อชาวโลกส่วนอื่นๆ ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้, เมื่อเห็นแผ่นดินอื่นแตกระแหง พืชพรรณสลบแห้งเหี่ยว...  
           ข้าพเจ้ามองแม่น้ำสายต่างๆบนแผ่นดินแม่ด้วยความรู้คุณ ตื้นตันและหลงใหล.  ปลาบปลื้มทุกครั้งที่ได้ไปยืนเบื้องหน้ามวลน้ำไหล ทะเลมหาสมุทร แม่น้ำ น้ำตกหรือธารน้ำสายน้อยเรื่อยๆเอื่อยๆในท้องนา.  วิทยาศาตร์ปัจจุบัน ยืนยันแล้วว่า โลกมิได้เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีน้ำ แต่มีน้ำอีกปริมาณมหาศาลในจักรภพ.  ปลาบปลื้มที่รู้ว่า น้ำจักเป็นสิ่งเชื่อมคน เชื่อมโลก กับจักรภพ.
          วันนี้วัยนี้ นึกอยากรู้จักน้ำมากไปกว่าสองสามประโยคที่เรียนมาในวัยเด็ก. ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า ถึงเวลาที่จะ ดำ ลงในความลึกของวิทยาศาสตร์น้ำ. ได้ค้นหาข้อมูลความรู้จากสถาบัน จากแหล่งต่างๆ, ฟังปาฐกถา สัมมนา ดูสารคดีที่เกี่ยวข้อง.  ตั้งใจเรียนให้รู้จักน้ำมากขึ้น เหมือนทำความรู้จักคนรักผู้ที่เราจะอยู่ด้วยตลอดชีวิต อย่างละเอียดลออ.  การเรียนครั้งนี้ยากยิ่งนัก แต่โชคดีที่มีผู้รู้ นักวิทยาศาสตร์หลายชาติที่ได้เขียนหนังสือ ได้บรรยายเรื่องน้ำอยู่จำนวนมาก รวมทั้งเอกสารวีดีทัศน์ของการสัมมนาระหว่างสถาบัน ระดับชาติและนานาชาติ. ข้าพเจ้าติดตามไม่ลดละ ชีวิตเหมือนแช่อยู่ในน้ำมาเป็นเวลานานหลายเดือน.  การอ่านจากหลายกระแส จากเอกสารภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ช่วยตรวจสอบความเข้าใจของข้าพเจ้าไปด้วย. รู้สำนึกบุญคุณต่อนักวิจัยผู้ประสาทวิชาแก่ข้าพเจ้า.
          ข้าพเจ้าได้เขียนบทความเรื่อง รู้จักน้ำ เข้าใจชีวิต รักชีวิต ถนอมน้ำ ที่ลงพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฉบับปี 2544/2001 เมื่อสิบเก้าปีก่อน และก็ได้เขียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำในแง่มุมเบาสมองอื่นๆในปีต่อๆมา. วันนี้มาคิดอีกครั้งถึงชื่อหัวข้อของบทความแรก  ยิ่งประจักษ์ชัดว่านั่นคือสัจธรรม  รู้จักน้ำ เข้าใจชีวิต  เพราะทุกชีวิตสั่นกระเพื่อมอบอุ่นในอ้อมกอดของมวลโมเลกุลน้ำ...
           มีผู้พูดเสมอมาว่า พุทธศาสนาสอดคล้องกับข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์. ในความจำกัดส่วนตัวของข้าพเจ้า  ไม่เคยได้ฟังได้รู้จากใครว่า เหมือนตรงไหน อย่างไร.  เราเชื่อพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธาก่อนสิ่งอื่นใด  นี่เป็นจุดยืนของชาวเอเชียส่วนใหญ่ เพราะศรัทธาเกิด เราจึงเชื่อทุกอย่าง เชื่อพระเชื่อครูผู้สอนประหนึ่งพ่อแม่หรือยิ่งกว่า. ในขณะที่ชาวเอเชียส่วนใหญ่เป็น สัตว์ศรัทธา ชาวตะวันตกด้วยระบบการศึกษาที่สืบทอดมาจากโบราณจากหลายอารยธรรม เป็น สัตว์เหตุผล มากกว่า. ความพยายามในการเจาะหาความจริงของโลก ของจักรภพ เป็นพัฒนาการที่นำความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดแล้วณนาทีปัจจุบัน (คนสร้างมนุษย์โคลนได้แล้ว สร้างหัวใจเทียมทั้งดวงได้แล้วเป็นต้น).  นี่เป็นปาฏิหาริย์จากน้ำมือและสมองคนแท้ๆ. ช่างยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ความพยายามของคน เพื่อก้าวพ้นความจำกัดของตนเอง.  
          วันนี้วัยนี้ ข้าพเจ้าได้เพียรทำความเข้าใจและสรุปข้อใหญ่ใจความเกี่ยวกับน้ำ ในมุมมองของชีวเคมี ฟิสิกส์ ควอนตัมฟิสิกส์และจิตวิทยา.  ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง(ณเวลาปัจจุบัน) กระชับจิตสำนึกว่า ชั่วชีวิตนี้และชีวิตต่อไป สิ่งที่น้ำนำมาให้จะยังอยู่ ถ้าคนรู้จักใช้ดวงตาของจิต สัมผัสโลกที่ตามองไม่เห็น. ควอนตัมฟิสิกส์บอกชัดเจนแล้วว่า  ทุกสิ่งที่เห็นเป็นภาพมายา สิ่งที่เห็นกลายเป็นอดีตทันทีที่เห็น.  เรารู้แล้วว่า เมื่อเงยหน้ามองดูแสงดาวในท้องฟ้า สิ่งที่เห็นเป็นอดีตอันไกลโพ้นของดาวดวงนั้น ที่อาจดับสลายไปหลายล้านปีแล้วเมื่อเรายืนมองแสงดาวนั้นบนโลก. ในที่สุด ชีวิตคนยืนอยู่บนอดีต, ปัจจุบันขณะนั้นแสนสั้น. ความมหัศจรรย์ของความทรงจำต่างหาก ที่เชื่อมทุกเสี้ยววินาทีของอดีตที่สิ้นสุดลง เป็นปัจจุบันของแต่ละคน. แล้วความทรงจำอยู่ที่ไหนในร่างกาย  เพราะอยากรู้ จึงต้องไปเริ่มที่ออกซิเจน ก๊าซที่ต่อชีวิตเรา.  
          มาบัดนี้เข้าใจและแน่ใจแล้วว่า อดีตไม่มีวันหายไปหรือเปลี่ยนได้  แม้คนที่มีความจำเสื่อมไปแล้ว  คนที่อยู่ในโคม่าหรือภาวะนิทรา หรือคนที่ตายไปแล้ว  เขาจะรู้ตัวหรือไม่  อดีตเขายังอยู่และจะสืบทอดต่อไปเช่นกัน.  แท้จริงเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ส่วนเวลาตามนาฬิกาของชาวโลก เป็นสิ่งสมมุติที่ทุกคนยึดเป็นข้ออ้างอิงเพื่อความสะดวกเท่านั้น.
          เนื้อหาที่ข้าพเจ้ารวบรวมอย่างย่อๆ ผ่านการคัดกรองสำหรับเป็นความรู้พื้นฐานที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยัน เพื่อเป็นหนังสือส่วนตัว เพราะ รักน้ำ  เรียนไปเขียนไป เห็นความมหัศจรรย์ของน้ำที่ไม่เคยรู้ไม่เคยคิดมาก่อน ได้จัดลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้
๑.  น้ำในร่างกาย ปริมาณและบทบาท
๒.  ออกซิเจน เกราะกันโรค
๓.  ไฮโดรเจน มิตรผู้ชอบสังคม
๔.  โมเลกุลน้ำกับพันธะไฮโดรเจน ผู้สร้างที่แท้จริง
๕.  น้ำสถานะที่สี่ ตัวคัดกรองและตัวนำส่ง
      (เพิ่มจากสามสถานะคือ สารเหลว น้ำแข็งและไอ)
      องค์ประกอบที่สามของน้ำ สนามปฏิบัติการของกระบวนการเคมีในร่างกาย
      (เพิ่มจากออกซิเจนและไฮโดรเจน)
๖.  สสารคือมายา ทุกอย่างเป็นคลื่น
๗.  เซลล์หน่วยความจำมหาศาลในร่างกาย จากความจำ การระลึกชาติ สู่ศรัทธา

ยินดีหากมีผู้สนใจอื่นๆอ่าน และต่อยอดออกไป ตามกำลังของแต่ละคน.
ข้าพเจ้าทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญาเพื่อศึกษาเรื่องน้ำ  หวังจะให้เป็นบทแซ่ซ้องสดุดี
พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น...
ที่กระตุ้นให้ข้าพเจ้าสั่งสมคุณธรรม ประสบการณ์ดีๆ สวยๆงามๆ 
เพื่อนำติดตัวไปในชีวิตหน้า...

โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์
๑๔  สิงหาคม ๒๕๖๒.

ปัจฉิมลิขิต : ข้อมูลวิทยาศาสตร์ สูตรเคมี ตัวเลขการคำนวณต่างๆของนักวิชาการ
อยู่ในต้นฉบับของนักวิจัย ซึ่งผู้สนใจติดตามไปค้นดูได้จากลิงค์ต่างๆที่ให้เป็นตัวอย่างหรือจากหนังสือของนักวิชาการเหล่านั้น เป็นข้อมูลที่หาได้ง่าย เพียงแค่พิมพ์ชื่อเท่านั้น กูเกิลก็นำขึ้นมาให้. ทั้งหมดเป็นภาษาต่างประเทศ.
ความรู้หนึ่งถูกต้องณสมัยหนึ่ง อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
เพราะความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการวิเคราะห์วิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ มิได้หยุดอยู่กับที่
ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะหยุดคนได้แล้ว.

Sunday, August 11, 2019

ยุคเศร้าของไอนสไตน

        หลังจากอ่านอะไรต่ออะไรเกี่ยวกับน้ำจากข้อมูลไอทีแบบต่างๆ ที่ติดใจเป็นพิเศษ คือปาฐกถา การสัมมนาและหนังสือของศาสตราจารย์ Marc Henry นักเคมี นักควอนตัมฟิสิกส์ นักดนตรี ชาวฝรั่งเศส อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสตร๊าซบูร์ก (Strasbourg, France) และสังกัดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส มีผลงานจำนวนมาก และขึ้นชื่อว่า เป็นผู้สอนเก่ง รู้จักอธิบายเรื่องยากๆให้เข้าใจกันได้. ในบรรยายเรื่องความทรงจำของน้ำ  เมื่อพูดถึงนักไวรัสวิทยา Jacques Benveniste (1935-2004 นักวิจัยผู้มีชื่อเสียง หัวหน้าทีมค้นคว้ายี่สิบกว่าคนในสถาบันวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติของฝรั่งเศส INSERM) ผู้ค้นพบว่า น้ำมีความทรงจำ ที่กลายเป็นข้อถกเถียงคุกกรุ่นรุนแรงมากในวงการศึกษาของฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 20. ทุกคนตื่นงงงวยว่า เป็นไปได้อย่างไร (ในยุคที่)ความทรงจำไม่ใช่ปัญหาสุขภาพ และไม่ใช่ประเด็นที่วิเคราะห์กันในห้องแล็บวิทยาศาสตร์.
        Marc Henry เล่าถึงนักศึกษาคนหนึ่งในอดีตชื่อ Louis Victor de Broglie [เดอ บรอย] (1892-1987) ผู้ศึกษาวิชาฟิสิกส์.  เดอ-บรอย  เสนอวิทยานิพนธ์ในปี 1924  เรื่องธรรมชาติของอิเล็กตรอน และสรุปว่า อิเล็กตรอนเป็นคลื่น สสารทั้งหลายมีสมบัติเป็นคลื่น และตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับสสารทั้งหลาย รู้จักกันในนามว่า หลักสมมุติฐานของบรอย Broglie hypotheses ที่แจกแจงสมบัติทวิภาวะของสสาร ที่เป็นทั้งอนุภาค (matter) และคลื่น (wave). สมมุติฐานนี้ที่ได้กลายมาเป็นทฤษฎีแกนกลางของควอนตัมฟิสิกส์. 
         วงวิทยาศาสตร์ ครูอาจารย์ยุคนั้นบอกว่า หมอนี่บ้าไปแล้ว คิดได้อย่างไรว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่น มันขัดกับทฤษฎีที่ยึดถือกันมาเกือบยี่สิบศตวรรษ. สถาบันฝรั่งเศสได้ส่งวิทยานิพนธ์ของเขาไปให้ไอนสไตนช่วยหาข้อผิดพลาดในงานวิจัยของเดอ-บรอย. ไอนสไตนอ่านแล้ว ส่งกลับและตอบคณะกรรมการผู้ตรวจวิทยานิพนธ์ว่า หาข้อผิดไม่ได้  สมมุติฐานของเดอ-บรอยถูกต้องตามตรรกะมีเหตุมีผลสนับสนุน (แม้ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อน) แต่บอกให้เขาเสนอวิทยานิพนธ์และรับไว้.  เดอ-บรอยสอบผ่าน แต่ไม่ได้คำชมเชยจากคณะลูกขุน ซึ่งเท่ากับประกาศทางอ้อมว่า ให้ผ่านด้วยความจำยอม. ความที่วิทยานิพนธ์ไม่ถูกทิ้ง มีการพิมพ์ขึ้น(ในยุคนั้น มหาวิทยาลัยฝรั่งเศส พิมพ์วิทยานิพนธ์ทุกเล่มที่สอบผ่าน ยุคนี้ไม่ทำแล้ว เลือกพิมพ์บางเล่มเท่านั้น).  สี่ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์อเมริกันได้ทำการทดลองตามหลักการของเดอ-บรอย และเห็นจริงตามนั้น จึงปูทางเดอ-บรอยให้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1929 ห้าปีต่อมา (นับว่าอเมริกันคนนั้นซื่อสัตย์พอ และคงชื่นชมเดอ-บรอยด้วย). คิดดูสิว่า ถ้าไม่มีการพิมพ์งานของเดอ-บรอย เท่ากับไปตัดอนาคตของคนที่สมควรจะได้รางวัลโนเบล.  
        โชคดีเพียงใดที่มีการพิมพ์วิทยานิพนธ์ของเขา  เปิดโอกาสให้คนอื่นนำไปต่อยอด. น่าเสียดายที่เบ็นเวอนิสต์ (ผู้ค้นพบความทรงจำของน้ำ) ไม่มีโอกาสพิมพ์ ถูกกำจัดไปตั้งแต่ต้น ด้วยคำพูดของนักชีววิทยาชาวอังกฤษ บรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตร์ Nature ที่ให้ความเห็นในเชิงว่า เบ็นเวอนิสต์เล่นมายากล  เขาผู้ไม่รู้อะไรแต่อยู่ในตำแหน่งสำคัญบรรณาธิการผู้พิมพ์งานของเบ็นเวอนิสต์ได้. โลกจารึกชื่อเขาไว้ ท่าน เซ่อ John Maddox ในประวัติศาสตร์ ในฐานะเพชรฆาตผู้สั่งประหารเบ็นเวอนิสต์  ผู้ที่สมควรได้รางวัลโนเบลในฐานะผู้ค้นพบความจริงอันมหัศจรรย์ที่ส่งผลพลิกความรู้ทุกอย่างของวิทยาศาสตร์น้ำในศตวรรษที่ 20-21 ที่ไม่มีผู้อื่นในยุคเดียวกันคิดไปไกลเท่า. กว่าคนจะค้นพบว่าทฤษฎีของเบ็นเวอนิสต์ถูก กว่าคนจะ กล้าเชื่อ ว่าน้ำมีความทรงจำ ก็ช้าไปเสียแล้ว เบ็นเวอนิสต์ตรอมใจตาย...
         วงการวิทยาศาสตร์เหมือนทุกวงการมีจุดด่างดำในประวัติการคิด การค้นคว้า การล็อบบี้เสมอมาในทุกประเทศ. ไอนสไตนให้แง่คิดที่จักเป็นที่จดจำไปตลอดกาล, ยุคนั้นจนถึงยุคนี้, ว่า ช่างเป็นยุคแสนเศร้า ที่การแยกอะตอมให้เป็นหน่วยเล็กลงไป ง่ายกว่าการทำลายอคติ.
เรื่องความคิด การค้นพบข้อมูลใหม่ๆในวิทยาศาสตร์ ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน จนถึงวันนี้ นักคิดนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส หากพบอะไรใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยกล้านำมาพูด แม้รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ แต่หลายคนก็เก็บเงียบไว้ เพราะกลัวพบชะตากรรมแบบเดียวกับเบ็นเวอนิสต์.
ภาพของสองศาสตราจารย์ที่เชื่อในทฤษฎีความทรงจำของน้ำก่อนคนอื่นใด คนแรกในมุมบนซ้าย ศาสตราจารย์ Luc Montagnier ผู้ได้รางวังโนเบลในฐานะค้นพบเชื้อไวรัสเอชไววีที่เป็นต้นกำเนิดของโรคเอดส์ ได้ต่อยอดความรู้ของเบ็นเวอนิสต์ และนำไปใช้ในการวินิจฉัย บำบัดรักษาโรคอย่างมีประสิทธิผล. อีกท่านหนึ่งนักฟิสิกส์ชาว
อิตาเลียนประจำสถาบันวิจัยฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยซาแลร์โน (Salerno [ซะแลรฺโหน่]) ประเทศอิตาลี ผู้ได้ทดลองพิสูจน์ทฤษฎีของเบ็นเวอนิสต์ และร่วมมือกับศาสตราจารย์ Montagnier ยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีเบ็นเวอนิสต์.
            ภาพวาดข้างบนนี้ของ ศ. Marc Henry บอกเล่าแก่นักศึกษาผู้จะเป็นนักวิจัยในอนาคต ให้ตระหนักว่า โอกาสการมีงานวิจัยของเขาพิมพ์ออกมาในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศ ต้องผ่านใครหรืออะไรบ้าง.
*** ในมุมล่างซ้าย นักวิจัยมีผลงานในมือ มุ่งไปบนเส้นทาง สุดถนนมีคำว่า Publication หมายถึง ผลงานเขาได้พิมพ์ในที่สุด. บนเส้นทางที่เขาจะเดินไปนั้น ถนนฝั่งขวา คนแรกถือดาบคอยฟาดฟันอยู่ (collègues เพื่อนร่วมงาน ร่วมสถาบัน ร่วมงานวิจัย). พ้นจากคนแรก ยังมีคนที่สอง คนประเภทวัตถุนิยม (matérialistes) มีกระบองดุ้นใหญ่ในมือ คอยทุบคอยทำลายงานวิจัยและหรือผู้วิจัย  หากงานนั้นทำให้เขาเสียผลประโยชน์. คนสุดท้ายแต่งสีดำๆ มีเคียวด้ามมหึมาในมือ เป็นภาพลักษณ์ของความตายในจิตรกรรมตะวันตก (กำกับไว้ว่า Peurs แปลว่า ความหวาดหวั่น ความกลัวสารพัดชนิด) คอยเชือดเฉือนนักวิจัย ด้วยความกลัวว่าตนอาจถูกข่มถูกลดค่า เป็นต้น.
*** บนเส้นทางสู่โรงพิมพ์ ฝั่งซ้ายของถนน คนแรกถือไม้กระบอง กำกับด้วยคำ lobbies คนอาชีพนี้มีมาก ที่คอยล็อบบี้เพื่อหาผลประโยชน์แก่ตัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. คนถัดไปถือขวานในมือ จะห้ำหั่นโค่นให้ล้ม กำกับด้วยคำ pessimistes ผู้มองโลกในแง่ร้าย ไม่สนใจใยดีอะไร ดีไม่ดีไม่สนใจนัก อย่าให้ตัวเองเดือนร้อนวุ่นวายใจ. คนสุดท้ายถืออะไรด้ามยาวๆในมือพร้อมขจัดปัญหาหรือขวากหนาม มีคำกำกับว่า dogmatiques ผู้เป็นทาสของระบบหรือความเชื่อใดอย่างสิ้นเชิง ยึดมั่นว่าอุดมการณ์ของระบบที่เขาเป็นสมาชิก ว่าคือความจริงแท้ความจริงเดียว.
        ศ. Marc Henry สรุปปลอบใจนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใด ก็มีผลงานที่ได้รับการพิมพ์ออกเผยแพร่ในที่สุด อย่าเสียกำลังใจ. ข้อความเหนือเนินเขาในภาพ เขียนเป็นใจความว่า ผู้ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่าเป็นไปได้ ขอจงอย่าทำลายความกล้าหาญของผู้ที่กำลังมุ่งทำเพื่อให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้.  
         สถาบันระดับสูงของประเทศ ไม่พ้นกรอบการเล่นพรรคเล่นพวก (รวมถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์)  การยึดติดกับความรู้คลาซสิกฯลฯ.  สมาชิกในบัณฑิตยสภาที่ตามไม่ทันยุคสมัย แต่ไม่ยอมรับความจำกัดของตัวเอง  ปัญญาชนชั้นเอลิต เยี่ยงนี้  มีในทุกยุคทุกสมัย.  คำพูดของไอนสไตนยังคงเป็นความจริงที่น่าเศร้าในสังคมมนุษย์.
         แทนการตัดสินว่า ถูกหรือผิด ควรใช้คำว่า เป็นไปได้  คนพูดก็ไม่เสียหน้า ไม่เข้าข้าง ไม่มีสี แล้วให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์. สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อาจเป็นจริงขึ้นมา สิ่งที่ถูกก็ถูกไป ผิดก็ผิดไป กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์. ต้องให้โอกาสความคิด การค้นพบใหม่ๆ เรื่องดีเรื่องร้าย เรื่องน่าสนใจหรือไม่ ถูกหรือผิด ไม่สำคัญ แต่ไม่ไปตัด ริดรอน เชือดเฉือน วันหนึ่งข้างหน้า อาจกลายเป็นจริง ถูกต้องขึ้นมา ให้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องชี้ต่อไปเถิด.
ศาสตราจารย์ Marc Henry นำภาพนี้ขึ้นให้นักศึกษาดู เตือนสติว่า อย่าสร้างกรงขึ้นขังตัวเอง (รพินทรนาถ ฐากูร เคยพูดไว้ในทำนองนี้เช่นกัน) อย่าสร้างกรอบความคิดจำกัดตนเอง อย่าคิดตามคนอื่นๆ รวมทั้งขังความคิดของคนอื่น... คนเก่งจริง ปราชญ์จริง ต้องไม่เป็นเช่นนั้น. (ประโยคที่ขอบบนของภาพ คือคำพูดของไอนสไตนที่กล่าวมา
ข้างต้น เวอชั่นภาษาฝรั่งเศส)
        ตอนจบของปาฐกถาวันนั้น ยังมีภาพนี้ขึ้นมาให้ดู  ภาพของกวีอเมริกัน William  Arthur Ward (1921-1994) อยู่มุมบนซ้าย อีกสามภาพในมุมอื่นๆนั้น เป็นภาพนักวิทยาศาสตร์คนดังในกึ่งศตวรรษที่ 20 ตรงกลางตอนบนของภาพ เห็นหัวใจส่งคทาให้แก่สมองเหมือนกำลังวิ่งผลัด ใต้ภาพวาดนั้น มีคำว่า La mémoire de l'eau… (ความทรงจำของน้ำ)
        ใต้ลงไปกึ่งกลางภาพ คำพูดที่เขียนไว้ในภาพวาดหัวใจพื้นสีแดง คือคำพูดของ William Arthur Ward, ศาสตราจารย์ Marc Henry แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส.  บทดั้งเดิมในภาษาอังกฤษ มีดังนี้
It's impossible, says Pride,    ความอวดดี  พูดว่า  เป็นไปไม่ได้
It's risky, says Experience,    ประสบการณ์  พูดว่า  เสี่ยงเกินไป
It's pointless, says Reason,    เหตุผล พูดว่า ไร้ประโยน์
Give it a try, says Heart.       หัวใจพึมพำว่า ลองดูสักตั้งเถอะ.
ไม่ว่าทำอะไร หากหัวใจกับสมอง ร่วมมือกัน อาจสร้างปาฏิหาริย์ได้. สังคมก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี  แต่คนพัฒนาขึ้นด้วยหัวใจ ด้วยจิตสำนึก. อยากทำอะไรดีๆ ลองทำเลย ส่วนคนที่ไม่เชื่อในใครหรืออะไร ไม่เป็นไร แต่ขอให้เป็นอารยชนพอที่จะไม่ระราน ทำลายคนอื่น มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ  เท่านี้ก็เป็นสุภาพชนได้.

ที่เล่ามาข้างต้น เป็นตอนท้าย(10 นาที) ของการบรรยายเรื่องความทรงจำน้ำ วิเคราะห์ด้วยควอนตัมฟิสิกส์ที่ยาวสองชั่วโมง. ฟังปาฐกถาเรื่องควอนตัมฟิสิกส์ ไม่แห้งแล้งหรือละเหี่ยใจกับสูตรคำนวณ เคมี ฟิสิกส์แบบต่างๆนัก  เพราะไม่ต้องเอามาอธิบายให้ใครฟัง ไม่ใช่ประเด็นในการเรียนรู้ส่วนตัวของข้าพเจ้า.  ที่ติดใจ คือการเล่าการอธิบายที่ชาญฉลาด มีคำพูดสำนวนชวนขัน ไม่ขาดอรรถรสที่ถูกใจ แถมด้วยภาพที่ท่านคิดขึ้นเองอย่างผู้ชำนาญเทคโนโลยีสมัยใหม่.
ตัดตอนสิบนาทีสุดท้ายมาเล่าแบบกันเอง เป็นบันทึกความเรียนรู้ส่วนตัว ตามรสนิยมส่วนตัว ที่อาจให้แง่คิดแก่ผู้ใดผู้หนึ่งได้...

บันทึกความประทับใจของ โชติรส
๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๒.