Sunday, December 20, 2020

The Eames

Charles Eames (1907-78) และ Ray Eames (1912-88) นักดีไซน์คู่สามีภรรยา น่าจะเป็นนักออกแบบคนแรกๆของครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะมีผลงานออกแบบและงานสร้างสรรค์หลากหลายแขนงมาก ทั้งด้านเฟอนิเจอร์ ผ้า ผลิตภัณฑ์สิ่งประดับตกแต่งบ้านหรือสวนอื่นๆจำนวนมาก รวมทั้งการทดลองสร้างหนังถ่ายทอดเนื้อหายากๆของวิทยาศาสตร์ให้เป็นภาพชุดที่เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน, รวมกันเป็นหนังสั้นๆอีกไม่ต่ำกว่า 125 เรื่อง ระหว่างปี 1950-1982. (หนังสั้นเรื่อง ยกกำลังสิบ ที่นำมาให้ดูในเฟสบุ๊ค คือผลงานปี 1977 ของเขาเช่นกัน)

      นักวิจารณ์กล่าวไว้ว่า ชีวิตและงานของทั้งสอง สะท้อนกระแสสังคมที่กำลังหาคำจำกัดความ ตัวตนของชนชาติอเมริกัน, สะท้อนวิถีเศรษฐกิจที่ย้ายจากการผลิตสินค้า สู่การผลิตและการบริการข้อมูล, และในที่สุดสะท้อนการขยายตัวของวัฒนธรรมอเมริกันออกสู่ทั่วโลก. ทั้งสองโอบรับวิสัยทัศน์ใหม่ในการออกแบบ, ให้ดีไซนใหม่ๆเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมในระดับประเทศเลยทีเดียว. ความสามารถที่ไร้ข้อจำกัดและการเชื่อมความสนใจส่วนตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ  ทำให้ทั้งสองเป็นยิ่งกว่านักออกแบบ(ที่เริ่มต้นด้วยเฟอนิเจอร์) ไปเป็นทูตวัฒนธรรมของสหรัฐฯ.  อีมส์ Eames ร่วมมือกับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯและบริษัทธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศ ในการพัฒนาสหรัฐฯตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปสู่การเป็นประเทศนิวโมเดิร์น.

        อีมส์อยากกระตุ้นความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาการเทคนิคทั้งหลาย ว่านำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ในการพัฒนาสังคม.  เขาอยากช่วยให้สามัญชนเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆและศักยภาพของวิทยาการทั้งหลาย. อีมส์ได้สร้างหนังกว่า 60 เรื่อง จัดนิทรรศการ และเขียนหนังสืออีกมากมายให้บริษัทใหญ่ๆเช่น IBM, Boeing, Polaroid, และ Westinghouse, ถ่ายทอดความคิดอันซับซ้อน ให้เป็นภาพง่ายๆ เข้าใจได้ทันทีแก่สามัญชนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือปัญญาชนระดับสูงของสังคม). ยืนยันความเชื่อมโยงสอดคล้องกัน ระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่ กับศิลปะ, ปรัชญา, และธรรมชาติ.

      ตลอดชีวิตการรังสรรค์งานต่างๆ  ทำให้อีมส์มีนักวิทยาศาสตร์เป็นเพื่อนจำนวนมาก ในฐานะของผู้ร่วมงานและในฐานะของเพื่อน.  ทั้งสองจึงมีจุดยืนในวงการนักวิทยาศาสตร์ ในฐานะเป็นผู้สื่อเนื้อหาข้อมูลความรู้วิทยาศาสตร์ด้วยภาพ (เช่นภาพยนต์ สไลด์ ประดิษฐ์ภัณฑ์ ภาพวาดเป็นต้น), อีกทั้งยังแนะให้เห็นว่า มีความงามในสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว, ให้รู้จักมองและจินตนาการไปไกลกว่ารูปลักษณ์ผิวหน้า. หนังสั้นๆทั้งหลายและสไลด์อีกจำนวนนับไม่ถ้วน ได้เป็นพาหนะนำสายตาคนดู ปรับ ร่นระยะทางและเชื่อมบริบทสังคมคนที่อยู่ในกรอบของเวลา สถานที่และวัฒนธรรม ให้มาถึงจุดของ ที่นี่และเดี๋ยวนี้.

       สำหรับการออกแบบเก้าอี้ในแนวใหม่ที่อีมส์เป็นผู้นำในกึ่งศตวรรษที่ 20 นั้น  เกิดจากหลักการที่ว่า สิ่งของเครื่องใช้หรือเครื่องเรือน ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ต้องหาซื้อได้ในราคาที่เหมาะกับฐานะโดยเฉลี่ยของคนในสังคม, ในขณะเดียวกันต้องมีคุณภาพสูงและอาจใช้ประโยชน์ได้หลายแบบ.  หลักการออกแบบดังกล่าว นำการออกแบบของอีมส์ ตลอดเวลาสี่สิบกว่าปี. ได้สร้างแบบเครื่องเรือนที่ปรับได้ พับเก็บได้ หรือพลิกแพลงได้.  อีมส์ออกแบบเก้าอี้ทั้งหลายให้บริษัท Herman Miller (ที่ยังคงบริษัทค้าขายเครื่องเรือน โดยเฉพาะเฟอนิเจอร์ในสำนักงาน ที่โฆษณาไว้ว่า เป็น ergonomic chairs ที่ดีที่สุดของโลก, ในแง่ว่า เมื่อนั่งทำงานได้อย่างสบายตัว ไม่ปวดเมื่อย, โต๊ะทำงาน ตู้เอกสาร หรือทุกอย่างในสำนักงาน เอื้อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูง).  อีมส์เลือกใช้วัสดุสี่ประเภท คือ ไม้อัดที่ดัดเป็นรูปทรงสัณฐานได้ตามต้องการ, ปลาสติกไยแก้วที่เสริมความแข็งแรงแล้ว, โลหะหรือลวดเหล็กที่ดัดได้งอได้ สานเป็นตาข่ายได้, และอลูมีเนียมหล่อให้เป็นรูปร่างตามต้องการได้. อีมส์ให้ความสำคัญแก่แผ่นสำหรับนั่งและแผ่นพิงหลัง ที่ต้องสอดคล้องกับสรีระของคน.  เขาสร้าง ดัดและจัดเก้าอี้ให้มีรูปร่างสามมิติ แทนการทำหมอนหนุนหรือการบุเบาะ. เครื่องเรือนที่อีมส์เป็นผู้ออกแบบและรังสรรค์ขึ้น ชี้ชัดถึงอุดมการณ์ของการมีประโยชน์ใช้สอย ที่เหมาะกับวิถีความเป็นอยู่.  อะไรที่ใช้ได้ดีกว่า ย่อมดีกว่าอะไรที่ดูดี.  รูปร่างหน้าตา เปลี่ยนได้ แต่สิ่งที่ใช้ได้ดี ต้องให้ใช้ดีตลอดไป.  

       แนวการออกแบบของ Charles & Ray Eames สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และการออกแบบกลายเป็นศิลปะแขนงหนึ่งอย่างจริงจัง, แต่ละชาติต่างแข่งกัน. สำหรับคนในฐานะสูง เครื่องเรือนเป็นทั้งสิ่งอำนวยประโยชน์และสิ่งประดับบ้าน จนอาจเป็นประติมากรรมชนิดหนึ่ง.

       ดูตัวอย่างเก้าอี้ของ Charles & Ray Eames ในกลางศตวรรษที่ 20. เริ่มด้วยภาพประติมากรรมเก้าอี้และแบบอื่นๆ ที่ประดับรอบๆสวนในบริเวณ Library of Congress กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา ปีที่ข้าพเจ้าไปเยือน (ขออภัย ภาพเมื่อสิบกว่าปีก่อน คุณภาพได้เท่าที่เห็น).

ภาพที่ถ่ายมาเองปีนั้น มีผืนผ้าขึงประกาศนิทรรศการของ EAMES อยู่นอกอาคารใหญ่ของ Library of Congress (ชื่ออาคารหลักที่เห็นนี้คือ Thomas Jefferson Building). 
ปิรามิดเก้าอี้
บันไดเก้าอี้
เหล็กเดิน
ถมึงทึง
สามใบเถา
ศาลาพักในสวน

Charles & Ray Eames

ภาพนี้จากนิทรรศการเก้าอี้ที่หอศิลป์ Barbican Art Gallery, Barbican Centre, London. Photo by Tristan Fewings/Getty Images for Barbican Art Gallery). ดูวีดีโอนี้เพิ่มเติม. น่าสนใจค่ะ
สองภาพนี้ จากนิทรรศการที่ Library of Congress

https://shop.eamesoffice.com/home-accessories/prints/black-white-prototype-print.html
เก้าอี้ขนาดย่อส่วน วัสดุและคุณภาพเหมือนขนาดจริงทุกประการ. เขามีขายด้วยนะ แต่ละตัวไม่ต่ำกว่าสองร้อยดอลลาร์. ซื้อเก้าอี้จริงที่ไม่ใช่ของแท้จากนักดีไซน์ Eames ได้หลายตัว.

เก้าอี้เหล็กดัด /wire chairs

จากแบบง่าย เป็นแบบประติมากรรม เช่นเก้าอี้ไม้อัดและดัดตัวนี้ เป็นประติมากรรมชื้นหนึ่ง. เครดิตภาพจากที่นี่.

การจัดเรียง สีสันเก้าอี้สีต่างๆ กลายเป็นองค์ประกอบของธรรมชาติไปได้ไม่เลวเลย.

*** ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับนักออกแบบ Charles & Ray Eames (ชาร์ล และ เร อีมส์) ได้ตามลิงค์นี้ ที่ Library of Congress, Washington DC., USA  >> https://www.loc.gov/exhibits/eames/

*** Evolution of Chairs ǀ The Henry Ford’s Innovation Nation (Feb 21, 2017. 03:50 min) >> https://www.youtube.com/watch?v=3_hihdn264k

*** Chair Times · A History of Seating – From 1800 to Today. (May 19, 2020. 08:17 min) >>  https://www.youtube.com/watch?v=EXN1rLQNRC8 

โชติรส รายงาน

๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓.

Tuesday, December 8, 2020

ICH

กูเอง

บนถนนมุมหนึ่งของ Wilhelmshöher Allee ต่อกับถนน Friedrichsstrasse มีพื้นที่สวนตรงหัวมุมหย่อมเล็กและพอเพียงให้คนไปนั่งพักผ่อน (Brüder-Grimm-Platz), ใกล้พิพิธภัณฑ์พี่น้องตระกูลกริมม์.

อนุสาวรีย์พี่น้องตระกูลกริมม์ นักเขียนและนักเล่าเรื่องชาวเยอรมัน เมืองคะเซิล

      ไม่ไกลกัน มีเสาหินตันๆสี่เหลี่ยม เป็นหินทราย สร้างเหมือนฐานที่ตั้งของรูปปั้น(pedestal), ด้านบนราบเรียบ เพียงพอสำหรับจัดวางรูปปั้นตามมาตรฐานสากลและตามค่านิยมของตะวันตก. เขาตั้งชื่อเรียกฐานนั้นว่า Ich-Denkmal หรือ กู-ประติมากรรม ใช้ กูเอง ชัดเจนกว่า.

ข้าพเจ้าไปนั่งในสวนหย่อมเล็กแถวรูปปั้นพี่น้องตระกูลกริมม์, ชอบใจเมื่อเห็นฐานหินนั้น, ชอบใจมากกว่าสิ่งใดที่เห็นปีนั้นที่คะเซิล-Kassel.

นี่เป็นผลงานของ Hans Traxler [ฮันสฺ ทรักสเลอ] ร่วมกับช่างหินชื่อ Reiner Uhl. ด้านหน้าของฐาน ปกติเป็นที่จำหลักชื่อ วันที่สำคัญ หรือข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรูปปั้นที่ตั้งบนฐานนั้น. ฐานหินนั้น มีคำเดียว ICH จำหลักไว้เป็นตัวอักษรใหญ่สีทอง (ที่แปลว่า ข้าพเจ้า / กู). เจาะจงอีกครั้งว่า ตัวอักษรเป็นสีทอง เท่ากับให้ความสำคัญของคำนั้น ดั่งชื่อกษัตริย์ ชื่อบุคคลสำคัญของชาติ. มีบันไดสามขั้นด้านหลัง ให้คนปีนขึ้นยืนบนฐาน ที่มีพื้นหน้าราบเรียบและใหญ่พอ. แผ่นป้ายวาดเป็นการ์ตูนตัวอย่าง เชิญชวนและเปิดโอกาสให้ขึ้นไปยืนบนฐานหินนั้น, คนหรือสัตว์เลี้ยง, ให้ขึ้นไปแสดงตัวตน ยืนหยัดตัวตน เหมือนกษัตริย์หรือคนดังคนเด่นของสังคม.
เจ้าของผลงานชิ้นนี้ เจาะจงไว้ชัดเจน ด้วยสามประโยคบนแผ่นป้ายว่า

Jeder Mensch ist einzigartig.

Every human is unique.

Das gilt natürlich auch für alle Tiere.

Of course, this also applies to all animals.

Halten Sie es fest für immer. Hier.

Hold it tight forever. Here.

กระชับให้ยึดตัวตน อัตลักษณ์ของตนเองไว้ตลอดไป. จัดท่าต่างๆตามจริตส่วนตัว กี่ท่ากี่แบบก็ได้. เช่นนี้แต่ละคนมโนได้ว่า ตัวเองก็มีรูปปั้น มีศักดิ์มีศรี หรือมีอนุสาวรีย์ของตัวเอง. คำ Hier ที่นี่” อาจหมายถึง บนฐานหินนั้น, ยืนและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน (ด้วยหวังว่าจะ)ตรึง uniqueness ของแต่ละคน ณที่นั่น เวลานั้น... ศิลปินอาจอยากล้อเลียนคนใหญ่คนดังในอดีตและปัจจุบัน ที่ชอบให้สร้างรูปปั้นเสมือนหรืออนุสาวรีย์ ประกาศตัวตนและศักดาเหนือคนอื่นๆ.

มีสองสามคนผ่านไปแถวนั้น และปีนขึ้นไปยืนบนฐานหิน แสดงท่า ถ่ายรูปตามคำเชิญชวนของศิลปินดังกล่าวมา.

Hans Traxler สร้างและนำผลงานชิ้นนี้ ออกตั้งโชว์ครั้งแรกในเมืองแฟร็งค์เฟิต (Frankfurt am Main) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2005. ต่อมายังสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกสองชิ้นเหมือนกันทุกประการ. ชิ้นที่สองนำไปตั้งที่จัตุรัส Brüder-Grimm-Platz เมือง Kassel ในวาระที่มีนิทรรศการ Caricatura V ที่จัดขึ้นควบคู่ไปกับนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Documenta 12 และตั้งอยู่ที่นั่นตั้งแต่วันที่ 29 เดือนกรกฎาคม ปี 2007 มาจนทุกวันนี้ (ดังภาพที่นำมาลงข้างต้น). ส่วนชิ้นที่สาม อยู่ที่กลางเมือง Bielefeld ในสวน Park der Menschenrechte (Park of Human Rights) ตั้งแต่วันที่ 27 เดือนกันยายน ปี 2019. ดูเหมือนว่า ผู้คนติดใจ. เจ้าของผลงานจึงทำซ้ำ. กูเอง เป็นผลงานชิ้นหนึ่งในบริบทของนิทรรศการ Caricatura V ปี 2007.

     ชาวตะวันตก ย้ำความสำคัญของตัวตน, ยกระดับอัตตาขึ้นสูง และพยายามปกป้องตัวตนของเขาให้คงอยู่. ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีเค้ามาแล้วตั้งแต่ราวสองพันปีก่อนคริสตกาลในยุคอารยธรรมซูเมเรียน. จารึกแรกที่ยึดถือกันเป็นหลักเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนคือ The Cyrus Cylinder (ราวปี 539 BC.) ของ Cyrus the Great ที่ประกาศปล่อยชาวบาบีโลนที่ตกเป็นทาสหลังจากที่เข้ายึดครองกรุงบาบีโลนได้แล้ว, ให้เป็นอิสระ กลับบ้านไปและมีสิทธิ์เลือกนับถือศาสนาของพวกเขา. ความคิดนี้แพร่กระจายออกไปในอินเดีย กรีซ โรม อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาฯลฯ และตั้งเป็นกฎบัตรสหประชาชาติในปี 1948. ในหมู่ปัญญาชนยุโรป พัฒนาการเรื่องสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์เจาะลึก หา อัตตาของเอกบุคคล ด้วยกระบวนการต่างๆที่ก็วิวัฒน์มาตามยุคสมัย. กูเอง เป็นเพียงตัวอย่างผิวเผินของคนยุคใหม่ ที่หวังใช้การถ่ายภาพเก็บอัตลักษณ์ของแต่ละคนไว้ ซึ่งในที่สุดเป็นเพียงอัตลักษณ์ภายนอกแบบหนึ่งชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น. 

      วรรณศิลป์ฝรั่งเศส ศิลปะการพรรณนาคนก็ได้พัฒนาขึ้น เช่น มงแตนญ์ (Montaigne, 1533-1592) เป็นนักเขียนคนแรกๆผู้เริ่ม วาดภาพคนเสมือน ด้วยปากกา ในงานเขียนเรื่อง Essais (เอสเซ, 1580). คำพรรณนาและวิธีการนำเสนอภาพบุคคลหนึ่งของมงแตนญ์ ทำให้ผู้อ่านร่วมยุค นึกออกทันทีว่า นักเขียนหมายถึงใคร. วิธีการเขียนของมงแตนย์ กลายเป็นวัจนลีลาแบบใหม่ที่วิวัฒน์เป็นบรรทัดฐานในการพรรณนาคนในวรรณกรรมฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 17.  

      หนังสือเล่ม Les Caractères (1688) ของ La Bruyère (ลา-บรุยแยรฺ) รวมลักษณะอุปนิสัยใจคอของคนประเภทต่างๆ. ผู้แต่งเจาะจงใช้คำนาม caractère (ตรงกับคำ character ในภาษาอังกฤษ) ที่มีความหมายซ้อนว่า ตัวละคร และ อุปนิสัยใจคอ เท่ากับแนะให้อ่านเอานัยทั้งสองไปพร้อมกัน. หนังสือเล่มนี้ มีทั้งหมด 16 บท แต่ละบทเริ่มด้วยการยกศีลธรรมมาตั้งเป็นบทนำ(maximes) ต่อด้วยการพรรณนาคนๆหนึ่ง. วิธีการเขียน ทำให้คนอ่านเดาได้ว่าคือใครหรือคนประเภทใดในสังคมยุคนั้น. แม้จะเกี่ยวกับคนยุคนั้น เป็นข้อมูลของสังคมปลายศตวรรษที่ 17 แต่สะท้อนศีลธรรมลักษณะถาวรของมนุษยชาติ. หนังสือเล่มนี้อ่านกันแพร่หลายไปทั่วทั้งยุโรป.

       วรรณกรรมประเภทบันทึกความทรงจำ เช่นของ Cardinal de Retz หรือของ Saint Simon, วรรณกรรมประเภทจดหมายโต้ตอบ เช่นของ Madame de Sévigné, บทเทศนาของ Louis Bourdalone, หรือหนังสืออัตชีวประวัติ ก็เป็นแบบอย่างการประพันธ์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในศตวรรษที่ 17, ไม่ว่าจะเป็นแบบตัวละครผู้เฒ่าเล่าชีวิตย้อนหลัง, หรือแบบเล่าประสบการณ์ส่วนตัวหรืออนุทินรายวัน แทรกซ้อนเข้าในเนื้อหาของเรื่อง, ทั้งหมดใช้ความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียน ยืนยันบุคลิกภาพของบุคคลในเรื่อง. ในศตวรรษที่ 19 Saint-Beuve พัฒนาวิธีการพรรณนาบุคคลได้แนบเนียนยิ่งขึ้นอีก ด้วยการเสริมบทแนะนำแบบอ้อมๆ. การพรรณนาบุคคล มีบทบาทสำคัญมากในงานประพันธ์ของ Balzac นอกจากตัวละคน เขาให้รายละเอียดของสถานที่ ฉากแต่ละฉากแบบเสมือนจริง ที่ปูทางและอธิบายโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้น.

       นอกจากวรรณกรรม ศิลปะแขนงอื่นๆก็ติดตามไปพรรณนาคนด้วย เช่น ใช้ลีลาดนตรี สื่ออุปนิสัยและจิตวิทยาของคน, ดังตัวอย่างที่ผู้รู้เจาะจงไว้ เช่น โมสาร์ต ประพันธ์จังหวะช้าใน Sonate pour piano en ut majeur (1777) ตามลักษณะนิสัยของ Rosa Cannabich ผู้เป็นลูกศิษย์ของเขา. เล่ากันว่า มีผู้ขอให้เบโทเฟน วาดลวยลายดนตรีเพื่อสื่ออุปนิสัยของคนที่รู้จักกันในสังคมยุคนั้น. Schumann แต่ง Carnaval ให้ท่วงทำนองของดนตรี พรรณนาภาพเสมือนของ Chopin, Ernestine von Fricken และ Clara Wieck เป็นต้น.

     Marcel Proust (1927) กลับเห็นว่า วิธีการนำเสนอภาพคนเสมือน ด้วยภาษา, ดนตรี หรือภาพดังกล่าวมาข้างต้น ให้ภาพของบุคคลนั้น นอกกรอบของเวลา เพราะเป็นภาพเบ็ดเสร็จภาพเดียวของคนนั้นที่ถูกตรึงอยู่กับที่. เขาบอกว่า เขาไม่อาจให้ภาพเดี่ยวๆของตัวละครตัวใดได้ อย่างน้อยต้องเสนอเป็นภาพชุดๆติดต่อกันไปของคนนั้น แต่ละชุดก็อาจไม่สอดคล้องกันเลยก็ได้ เพราะคนที่เป็นแบบ อารมณ์เปลี่ยนแปรไปแต่ละวัน, ตัวคนพรรณนาเอง(นักเขียน) ก็เปลี่ยนได้เสมอตามบริบทอารมณ์ของเขาเองเป็นต้น. การให้ภาพเดี่ยวภาพถาวรของใคร โดยปริยายจึงไม่มีวันจะตรงกับความเป็นคนนั้นอย่างแท้จริง. Nathalie Sarraute ใช้กระบวนการพรรณนาตามแนวของพรู้สต์ ในงานเขียนของเธอเรื่อง Portrait d’un inconnu (1948). ความคิดต้านภาพเสมือนของพรู้สต์ กลายเป็นแนวการประพันธ์แนวใหม่ที่ส่งอิทธิพลต่องานวรรณกรรมสมัยใหม่ต่อๆมา.

ภาพจำนวนมากที่เรามีตั้งแต่เกิด เราจะเลือกภาพไหนภาพเดียวแทนตัวตนที่แท้จริงของเราได้ไหม? ได้หรือ? ตัวเราในวันนี้ นาทีนี้, ตัวเราเมื่อวานนี้ สรีรสังขารเปลี่ยนไปแล้ว, สาอะไรกับภาพที่ถ่ายมาในแต่ละวัยของชีวิต, วัยวันวานต่างๆเหล่านั้น สิ้นสุดไปนานแล้ว. เราจะยังเอาใจไปครองกับสิ่งที่เกิด, แปรและดับไป อยู่อีกหรือ? หากเรารวมจิตวิญญาณของเราแต่ละขณะตลอดชีวิตที่ผ่านมา หากสามารถเอามันมาซ้อนๆกันขึ้นไป, จักเป็นลำสูง ทะลุบรรยากาศโลกออกไปไกล, สูงกว่าตึก Burj Khalifa ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมีเรตส์, ยิ่งเมื่อเทียบกับกายภาพของตัวเรา(ที่ก็หดตัว เล็กลงตามวัย), ที่กินพื้นที่น้อยนิดบนพื้นโลก (cf.Marcel Proust). ตัวกู ไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งสมมติเพื่อความสะดวกในสังคมโลกเท่านั้น.

     จากปีนั้นมาถึงปี 2020 นี้ คนสมัยนี้ถ่ายภาพตนเองอย่างอัตโนมัติเหมือนการกินการนอน. แต่ละคนมีอัลบัมภาพตัวเองมากมาย ตัวเองไม่มีเวลาดูนักหรอก แต่ส่งไปในคลื่นไฟฟ้าที่นับวันยิ่งรุนแรง เบียดกันหนาแน่น เสียดสีปะทะกันถี่ขึ้นๆ ในชั้นบรรยากาศโลก. คลื่นเหล่านั้นที่กำลังปั่นโลกเหมือนลูกข่าง... การแปรปรวนทั้งดิน น้ำ ลม ความร้อนของโลก เป็นผลจากคลื่นไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่คนสร้างขึ้นและที่ส่งผลต่อระบบนิเวศและสรรพชีวิตบนโลก...

โชติรส รายงาน

๘ ธันวาคม ๒๕๖๓.

----------------------------------------------

เลยได้รู้ว่า เมืองคะเซิล จัดนิทรรศการภาพล้อทุกปี ที่เขาหมุดหมายให้เป็นศูนย์ฝึกและสอนผู้สนใจและผู้มีพรสวรรค์ด้านทัศนศิลป์เชิงเสียดสีล้อเลียนสังคม สร้างและสืบทอดผู้ชำนาญรุ่นใหม่ต่อไป. (Caricatura Galerie für Komische Kunst, ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารสถานีรถไฟเมือง Kassel. ปี 2020 แกลลอรีนี้ ได้รับรางวัล Hessian Cultural Prize 2020).

การประกาศและการเผยแพร่กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมยุคใหม่ดังกล่าว ดูเหมือนเป็นไปอย่างต่อเนื่องในวิถีชีวิตของชาวเยอรมัน. ผลที่ได้ดีหรือไม่ มาตรฐานสูงต่ำระดับไหน เป็นคนละประเด็น. อย่างน้อยเขาเปิดโอกาสให้หนุ่มสาว ได้เรียน ได้ลงมือทดลอง และถ่ายทอดความสนใจส่วนตัว. คนอื่นสนใจด้วยไหม เป็นเรื่องของคนอื่น.


ภาพพื้นที่ส่วนหนึ่งของศูนย์วัฒนธรรมภาพล้อที่เมืองคะเซิล-Kassel 

Friday, December 4, 2020

Documenta-Kassel

ศาสตราจารย์อาร์นอยด์ โบ๊ด Arnold Bode (1900-1977) เป็นสถาปนิก จิตรกร นักออกแบบและภัณฑารักษ์ชาวเยอรมัน. เกิดที่เมือง Kassel [คะเซิล] ในเยอรมนี. ทำงานในฐานะจิตรกรและครูสอนที่กรุงแบร์ลิน ระหว่างปี 1928-1933. เมื่อนาซีมีอำนาจ ถูกปลดจากอาชีพ, เขากลับไปอยู่บ้านเกิดเมื่อเกิดสงคราม. ปี 1955 เป็นคิวของเมืองคะเซิล Kassel จัดมหกรรมพืชสวนของสหพันธรัฐเยอรมนี (Bundesgartenschau หรือ German Federal Horticultural Show) จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะรวมสองมหกรรมไว้ในเมืองคะเซิล. โบ๊ด เป็นผู้จัดนิทรรศการ Documenta ครั้งแรกในปีนั้น แสดงพาโนรามาของศิลปะศตวรรษที่ 20 ให้เห็นการผันเปลี่ยน พัฒนา ขยายและกระจายศิลปะออกไปอย่างกว้างขวางในหลากหลายมิติ, อีกทั้งให้เป็นการก้าวผ่านความทรงจำอันหฤโหดของสงครามโลกที่ได้ทำลายศิลปะต่างๆลงไปมาก โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม (เช่นที่กรุงแบร์ลิน). เขาเสนอใช้พื้นที่กว้างๆในลักษณะใหม่.  โบ๊ด ใช้อาคารสลักหักพังของพิพิธภัณฑ์ Museums Fridericianum ที่เมืองคะเซิล เป็นอาคารหลักของ Documenta 1 ให้เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีวิตจากเถ้าถ่านของสงครามโลกครั้งที่สอง.(อาคารนี้ยังคงใช้เป็นอาคารหลักอาคารหนึ่งในมหกรรม Documenta ครั้งต่อๆมาจนถึงปัจจุบัน). 

อาคารพิพิธภัณฑ์ Museums Fridericianum อาคารหลักของมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Documenta ตั้งแต่แรกจัด จนถึงปัจจุบัน. เครดิตภาพที่นี่.

ชมคลิปวีดีโอเกี่ยวกับศิลปะที่นำออกแสดงในปี 1955 ตามลิงค์ที่ให้. 

ติดตามดูภาพตัวอย่างของการจัดแสดง Documenta ครั้งต่างๆได้ ตามลิงค์ที่ให้. 

     ในปี 1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ยุโรปเป็นซากปรักหักพัง. ยามนั้น องค์การยูเนสโก ยังเป็นเด็กน้อย. แต่ความคิดในการรวมยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียวตามระบอบประชาธิปไตย ปะทุขึ้นในใจชาวยุโรป. ระหว่างปี 1948-1960 ความต้องการปรับยุคให้ทันสมัย ติดปีกโบยบิน, ก่อร่างสร้างกระแส Modernism แทรกไปในนิทรรศการสำคัญๆและในสิ่งตีพิมพ์ทั้งหลายเป็นจำนวนมาก. ตั้งแต่เริ่มปีแรก (1955) โบ๊ด เชื่อมโยงศิลปะ สถาปัตยกรรม ดึงใจผู้ชมให้ต่อติดกับศิลปะร่วมสมัย กับศิลปะปัจจุบัน. ปัจจุบันในความคิดของ โบ๊ด ไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นเมื่อวันสองวันหรือปีสองปีนี้ แต่เป็นสิ่งที่ยังมีความหมายต่อเราในปัจจุบัน. นิทรรศการครั้งนั้น เป็นความสำเร็จยิ่งยวดที่เกินความคาดหมาย. โบ๊ด ยังจัดนิทรรศการครั้งต่อๆมาอีกสามครั้งจนถึงครั้งที่สี่. นิทรรศการมิได้จำกัดอยู่ภายในอาคาร แต่ออกมานอกอาคารในบริเวณใกล้เคียงด้วย.  ดังกล่าวมาแล้ว โบ๊ด นำเสนอการใช้พื้นที่โล่งกว้างภายนอกอาคาร ใช้พื้นที่ในแนวใหม่ เพื่อจัดนิทรรศการ (ซึ่งจะเป็นแบบอย่างต่อมาจนถึงปัจจุบัน). พื้นที่โล่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มาตั้งแสดง. 

       ภาพจากหอจดหมายเหตุ Documenta ครั้งที่ 1 เครดิตภาพที่นี่.

อีกภาพหนึ่งจากพื้นที่แสดงภายในอาคาร Documenta 1, 1955. เครดิตภาพที่นี่.

ภาพจากหอจดหมายเหตุ Documenta ครั้งที่ 2 เครดิตภาพที่นี่.

ภาพจากหอจดหมายเหตุ Documenta ครั้งที่ 3 เครดิตภาพที่นี่.

         หลังจาก โบ๊ด คนอื่นๆได้สืบสานการจัดนิทรรศการ Documenta ต่อมา. Documenta 5 จัดขึ้นในปี 1972 และตั้งแต่นั้น จัดทุกห้าปี (Quinquennial Contemporary Art Exhibition) ที่เมือง Kassel เช่นเดิม. ทุกครั้งเลือกผู้อำนวยการศิลปะคนใหม่ และสร้างสรรค์ thema ใหม่ทุกครั้ง. หลายปี เป็นผลงานของศิลปินชาวยุโรปและชาวอเมริกันเป็นส่วนมาก แต่หลังยุคนาซี หลักการของการจัดนิทรรศการ มุ่งสานสัมพันธุ์ที่ดีใหม่ๆระหว่างชีวิตสามัญของชาวเยอรมัน กับศิลปะยุคสมัยใหม่ในระดับนานาชาติ. 

         นิทรรศการ Documenta กลายเป็นงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยที่รู้จักกันไปทั่วโลก ไม่แพ้ Venice Art Biennale, หรือ มหกรรมศิลปะ(ที่มีขนาดมหึมา) ชื่อ Monumenta ที่ Grand Palais กรุงปารีส.

      การจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยหรือศิลปะยุคใหม่ ผู้จัดมองว่า เป็นการจัดพื้นที่การเรียนรู้แบบหนึ่ง. ทีมผู้จัดเอง อยู่ในกลุ่มของผู้มาเรียนด้วย เพื่อค้นหาประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ, เรียนจากปฏิสัมพันธ์ของผู้ไปชม, เรียนจากศิลปะของผู้นำไปแสดง. ผู้ไปชมการแสดง ต้องรับมือกับศิลปะที่ไม่เคยสัมผัมมาก่อน, บางทียากจะเข้าใจ. บางทีไม่เข้าใจเลย. บางทีใช้เพียงเสี้ยววินาที. บางทีใช้ชั่วชีวิต.

      ในที่สุด ต้องเข้าใจศิลปะไหม? คำถามยังเปิดอยู่...  

Oscar Wilde (1890) เขียนไว้ในบทนำหนังสือเรื่อง The Picture of Dorian Gray ว่า All art is quite useless. เขาเทียบเป็นตัวอย่างว่า ไร้ประโยชน์ เหมือนดอกไม้. ดอกไม้พืชพันธุ์เกิดมา แตกหน่อ ออกดอกออกผลก่อนจะตายลง. พืชพรรณและสัตว์(ส่วนใหญ่) เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ตามสภาวะของมัน, มันมีปัญญาในการอยู่รอดโดยไม่มีสมอง(ดังที่คนสรุปไว้). คนเห็นดอกไม้ อาจเอาไปใช้, เอาไปขายเพื่อผลประโยชน์ของคน. นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับ ความเป็นดอกไม้ เลย, ดอกไม้ไม่ได้ประโยชน์จากการมีค่าทางเศรษฐกิจของคน. Bob Dylan พูดว่า The best art is meaningless (2009). สิ่งที่เขารำคาญมากที่สุด คือการคิดว่าเนื้อหาของศิลปะสำคัญกว่าสไตล์. ศิลปะที่แท้จริงไม่สื่ออะไร, ไม่จำเป็นต้องบอกอะไร. เป็นเพียงการจัดวางรูปลักษณ์ หรือการเรียงคำ(กรณีของบทกวี). Michael Craig-Martin ใช้วิธีตั้งชื่อ เช่นเรียก แก้วน้ำ ว่า ต้นโอ๊ค. แก้วน้ำหลุดจากความหมายปกติ, ศิลปินปลดเปลื้องหน้าที่ของแก้ว. การตั้งชื่อยืนยันการตั้งอยู่ของสิ่งนั้นในออร่าใหม่. ส่วนนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Neil deGrasse Tyson เลือกที่จะมองว่า ไม่ต้องค้นหาความหมายหรือประโยชน์จากใครหรืออะไร จงเป็นคนสร้างความหมายและประโยชน์ของสิ่งต่างๆรอบตัว, ของประสบการณ์ของตัวเอง, และให้ความหมายนั้น นำไปสู่ความสุขความพอใจของตัวเอง. 

การไปชมนิทรรศการศิลปะ ยิ่งศิลปะสมัยใหม่ศตวรรษที่ 21 จึงเป็นการท้าทายตัวเอง (อาจต้องพกที่ลับมีดไป) เพื่อลับปัญญา, หรือเปิดตัวเองทุกรูขุมขน เพื่อซึมซับอณูรังสีของสิ่งที่ไปตั้งโชว์. 

      ข้าพเจ้าผ่านไปชม Documenta 12 เมื่อเดือนกันยายนปี 2007 ตอนนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Documenta เลย. ที่ไปเมืองนั้น เพื่อไปชมสวนภูมิทัศน์ในอุทยานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Bergpark Wilhelmshöhe ของเยอรมนี. ปีนั้น เขากำลังซ่อมอาคารน้ำตกเฮอคิวลิซที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองคะเซิล, หลายส่วนถูกห่อปิดไป. อุทยานนี้ต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2013. ข้าพเจ้ากลับไปที่นั่นอีกในเดือนกรกฎาคมปี 2014. ได้ขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดของอาคารน้ำตกเฮอคิวลิซ แล้วเดินตามขั้นบันไดของน้ำตกขนาดมหึมานั้น จนถึงระดับพื้น. ปี 2014 ไม่มีมหกรรม Documenta.

       ปี 2007 จึงได้ไปเดินดูศิลปะที่จัดโชว์ไว้ ทั้งภายในอาคารหลายอาคาร, บนพื้นที่สาธารณะในเมือง รวมถึงเกาะกลางถนน และแน่นอนในบริเวณสนามหญ้าผืนมหึมาของที่นั่น. ดังที่ Arnold Bode ได้ริเริ่มความคิดในการนำพื้นที่กว้างๆโล่งๆ มาใช้แสดงศิลปะวัตถุที่นับวันมีขนาดมหึมาสุดประมาณได้. (ชักไม่แน่ใจว่า เอาขนาดมาข่มหรือมาเป็นนายหน้าประกาศความยิ่งใหญ่ของศิลปินหรือเปล่า. ปัจจุบัน มีโดรนใช้กันแล้ว ต่อไปอาจปราบภูเขาทั้งลูก ขุดเจาะให้เป็นศิลปะชิ้นหนึ่ง แล้วให้ดูจากภาพถ่ายจากกล้องโดรน).

นิทรรศการเริ่มตั้งแต่หน้าสถานีรถไฟเมืองคะเซิล Kassel. หมายสูง ไต่เต้าต่อไป ไปถึงจุดสุดแล้ว จะลงมาไหมเคยเห็นสิ่งก่อสร้างแบบเดียวกันนี้ หลายแห่งในยุโรป เช่นที่เมือง Salzburg ออสเตรีย

มุมใหม่ ที่ตั้งใหม่ คนยังคนเดิมๆของเผ่าพันธุ์ Homo erectus


กรอบใหม่ กรอบโปร่ง มองทะลุ ก็ยังเป็นกรอบของ Erich Hauser
จากที่ตั้งกรอบ มองย้อนกลับไปสู่บริเวณพื้นที่อันกว้างใหญ่ รวมอาคารและสนามที่ใช้สำหรับมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Documenta

เอาเป็นแบบจัดแจกันดอกไม้นิวลุคได้นะ

เส้นโค้ง เป็นเส้นหลายนัยเสมอ. ศิลปินไม่ได้ตั้งชื่อ บอกเพียงว่าใช้วัสดุ โพลีคาร์บอเนตโปร่งใสและโปร่งแสง. ผลงานของประติมากรจากบราซิลชื่อ Iole de Freitas.

คลื่นกระเบื้องเคลือบของ Ai Weiwei (艾未未,1957-) 2004.

กาน้ำชาสวรรค์” The Celestial Teapot ผลงานของ Lukas Duwenhögger.  เขานำเสนองานชิ้นนี้ ให้เป็นอนุสรณ์แก่ผู้รักร่วมเพศที่ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายจากกระแสการเมือง Nationalsozialismus (หรือ National Socialism)  ที่กรุงแบร์ลินในยุคที่ฮิตเลอมีอำนาจ.

นี่คือ Humming stone ผลงานของ Thomas Hofer. เขาเจาะช่องกลมลึกเข้าไปในก้อนหิน(หน้าตาเหมือนหัวปลาหมึก), ใหญ่พอให้ศีรษะคนยื่นเข้าไปได้เต็มที่. เมื่อหัวเข้าไปภายในแล้ว ให้ร้องฮัมเสียง ระดับเสียงต่างๆ เสียงจะก้องสะท้อน ได้ยินทั้งภายในหินและออกมานอกหิน. คลื่นเสียงนั้น ผ่อนคลายและส่งผลต่อร่างทั้งร่าง ตามเสียงก้องมากน้อยที่ได้ยิน. หินเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ความแข็งแกร่งของหิน มิได้ไร้ชีวิต เพราะทุกอณูภายในเนื้อหินเคลื่อนไหวตลอดเวลา (วิทยาศาสตร์ยืนยันกันแล้ว)


สองภาพนี้ เป็นผลงานของศิลปินชาวจีนชื่อ Ai Weiwei (艾未未,1957-ตั้งแต่ปี 2005 ออกมาอยู่ที่กรุงแบร์ลิน และตั้งแต่ปี 2019 พักอาศัยอยู่ที่เมือง Cambridge สหราชอาณาจักร. ดังภาพที่ไปถ่ายมา งานชิ้นนี้ประกอบด้วยประตูหน้าต่าง. ทั้งหมดเก็บมาจากหมู่บ้านโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์จิ๋น(ฉิน) ในแคว้นชานสี ภาคเหนือของประเทศจีน. หมู่บ้านดังกล่าวถูกรื้อถอนทิ้งเพื่อสร้างอาคารตามสถาปัตยกรรมยุคใหม่. (มีข้อความระบุไว้ว่า โครงสร้างที่ Ai Weiwei จัดไว้นั้น ล้มพังลงไม่กี่วันหลังจากวันเปิดงาน. ไม่รู้ว่าเท็จจริงประการใด. ศิลปินกะไว้เช่นนั้นหรือเปล่า เพราะสภาพรวมที่เห็นทั้งส่วนที่ล้มลงหรือส่วนที่ยังตั้งยืนอยู่  ก็มีอะไรน่าทึ่งไม่น้อย)

โครงสร้างที่ Ai Weiwei จัดแสดงก่อนที่จะล้มพังลง

ถอนสมอมาอยู่บนฝั่ง สงบ ในสวน ใต้ต้นไม้ใหญ่
เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เขาเขียนไว้บนผืนผ้าสีฟ้าๆที่ติดเหนือเรือ. สมอปักอยู่ไกลออกไป. มือไม้แขนขา เกาะกันแน่นบนท่อนไม้ เพื่อลอยตัว จนมาเกยฝั่ง หรือไร.

      ครั้งหนึ่งข้ามถนน ไปบนเกาะ เห็นอะไรกองๆไว้. ฤาจะเป็นศิลปะชิ้นหนึ่ง. ข้าพเจ้ายืนมองกองนั้น ณสี่ทิศ. เดินเวียนขวาไปครบ 360 องศา หยุดดูทุก 30 องศา และเดินเวียนซ้ายไปอีก 360 องศา หยุดดูทุกสามก้าว. (ศิลปินเขาแนะกันมาเสมอว่า ต้องให้เวลา พิจารณาให้ละเอียด...) หันไปเห็นตายิ้มๆคู่หนึ่งในรถยนต์ที่จอดติดไฟอยู่แถวนั้น. นึกถึง Roger Scruton ที่บอกว่า Beauty is Home. (ดูโพสต์ก่อนเรื่อง Beauty&Religion ข้างล่าง)

ข้าพเจ้าพึมพำในใจ เบื้องหน้ากองอะไรนั้น...

Sorry! You don’t appeal to me. I am going Home. Bye Bye!

บันทึกเดินทางของโชติรส

๔ ธันวาคม ๒๕๖๓.   

---------------- 

อ่านรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับมหกรรมศิลปะได้ตามลิงค์ต่อไปนี้

*** Arnold Bode คือใคร

https://ifworlddesignguide.com/juror/7245-arnold-bode

*** รายละเอียดเกี่ยวกับ Documenta  ได้ตามลิงค์นี้

https://www.biennialfoundation.org/biennials/documenta/

*** รายละเอียดเกี่ยวกับ Monumenta ได้ตามลิงค์นี้

https://www.grandpalais.fr/en/article/monumenta

*** รายละเอียดเกี่ยวกับ Venice Art Biennale ได้ตามลิงค์นี้

https://www.labiennale.org/en

*** เพจไทยเกี่ยวกับ Documenta ตามลิงค์นี้

https://www.designer.co.th/1293

ภาพจาก Documenta 14 ที่เมือง Kassel. ทุกคนคุ้นเคยกับมหาวิหารอาเธนา บน Acropolis กรุงอาเธนส์. ดูภาพให้ชัดๆ จะเห็นว่า ก่อขึ้นด้วยหนังสือทั้งหมด. จุดยืนที่เป็นอุดมการณ์ตะวันตกที่ไม่เคยเปลี่ยน ย้ำเสมอมาว่า การอ่านสร้างฐานความรู้, ต้องอ่าน อ่าน อ่าน...
บนพื้นที่กว้างใหญ่โดยรอบพิพิธภัณฑ์ Museums Fridericianum (อาคารขวาในภาพ) เป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ(อาคารซ้ายในภาพ) ของ Marta Minujin. ศิลปินตั้งชื่ออาคารว่า The Parthenon of Books นำมาร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Documenta 14 ที่จัดขึ้นที่เมือง Kassel ประเทศเยอรมนี และที่กรุงอาเธนส์ ประเทศกรีซ. เป็นมหกรรมศิลปะเดียวกัน บนสองพื้นที่ในสองประเทศ ในปี 2017 เดียวกัน. 

เขาใช้หนังสือจริงทุกเล่ม และเอาปลาสติกใสคลุมทั้งอาคาร ปิดทุกส่วนเลย เพราะตั้งแสดง 100 วันในทุกสภาวะอากาศของเมืองคะเซิล Kassel ที่เยอรมนี. จบนิทรรศการ มีการแจกหนังสือไหมนะ. เครดิตภาพจากที่นี่.

เมืองอาเธนส์ในปี 2018. เห็นอย่างนี้ เข้าใจชัดเจนว่า คำ acropolis แปลว่า เมืองป้อมปราการที่ตั้งบนเนินสูง. ปีนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ไปกรีซ, ปีนขึ้นไม่ไหวแล้ว นั่งคอยเทวีอาเธนาตรงเชิงเนิน. 

การเลือกเมืองอาเธนส์ให้เป็นเมืองคู่แฝดจัดมหกรรม Documenta 14 ปี 2017 จึงชัดเจนว่า โยงไปถึงมรดกวัฒนธรรมที่ถักทอเป็นประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของเกือบทุกชาติในยุโรป. เมืองอาเธนส์ในปีนั้น ยังเป็นศูนย์รวมความกังวลของสหภาพยุโรป ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง (ข้อมูลสั้นที่สุด คือ กรีซเข้าเป็นสมาชิกของ EU ในปี 1981 ในทศวรรษต่อมา กรีซเป็นหนี้สหภาพยุโรปจำนวนมหาศาลเพราะการเมือง คอรัปชั่น และระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลว. ปี 2018 กรีซยังมีหนี้อีกไม่ต่ำ 375.74 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ. รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว. โควิด 19 ยังเข้าซ้ำเติมในปี 2020 นี้ด้วย).

กรุงอาเธนส์ ได้รวมเครือข่ายความร่วมมือจากศิลปินนานาชาติ 160 ประเทศ และจากสถาบันชาติต่างๆ. มีการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับทางออกของสังคมประเด็นสำคัญๆ. มหกรรม Documenta 14 ที่กรุงอาเธนส์ จัดแสดงศิลปะวัตถุทุกรูปแบบ เกือบทุกแขนง(รวมถึงศิลปะการแสดง) กระจายไปตามสถานที่สาธารณะสี่สิบแห่ง เช่น Kotzia, Syntagma, Avid Squares, Aeropagitou pedestrian walkway, university locations, libraries, cinemas, etc.

นายกเทศมนตรีเมือง Kassel (Bertrand Hilgen) กล่าวว่า  << มหกรรมศิลปะ Documenta 14 ยิ่งกว่าการบรรลุเป้าหมายที่งดงามเกินคาด ได้สร้างฐานใหม่เพื่อการอยู่เคียงข้างกัน, เรียนรู้จากกันและกัน. ข้าพเจ้าเชื่อว่า นี่คือความสำเร็จของศิลปะ. >>  คลิปน่าคิดจาก DW Documentary (42:25 min) สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองในกรีซ เรื่อง Documenta 14 – learning from Athens 

มหกรรมศิลปะร่วมสมัยครั้งต่อไปคือ Documenta 15 ในปี 2022.

        นึกถึงกรุงอาเธนส์ที่เคยไป ครั้งแรกในปี 1988 ได้ขึ้นไปบน Acropolis และตกค่ำ ก็ไปชมการแสดงแสงเสียง ใต้เนินสูง Acropolis เล่าประวัติศาสตร์การก่อสร้าง ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและระบอบประชาธิปไตย. เนื้อหาจบลงในยุคโรมันและตามด้วยชนชาติอื่นๆที่ต่างเข้าไปชิงเมือง (ชาวฟร็องค์ Francs, ชาวกะตะลันจากคาบสมุทรไอบีเรีย ก็เข้าไปครองอยู่ระยะเวลาหนึ่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ถึงต้นศตวรรษที่ 13) และโดยเฉพาะชาวเติร์ก ที่เข้าไปทำลายศักดิศรีของกรีซเสียย่อยยับ. กรีซได้อิสรภาพคืนมาในปี 1827 และกรุงอาเธนส์เป็นเมืองหลวงของกรีซตั้งแต่ปี 1835.

 เสียงเล่าประวัติศาสตร์ที่ควบคู่ไปกับการฉายแสงส่องไปบนอาคารต่างๆบนเนินสูง Acropolis ประทับใจยิ่งนัก, อดสะเทือนใจไม่ได้เลย...ยิ่งฟังคำพูดทิ้งท้ายของเทวีอาเธนา ว่า...

(ไม่ว่าอีกกี่ปีข้างหน้า) ฉันจะยังเป็นบรรทัดฐานของระเบียบ ของกฎหมายและของความรักความเมตตาฉันจะยังเป็นวิธีคิด วิธีรู้สึกและวิธีหาเหตุผลเสียงของฉันจะดังก้องประนามความอวดดีและความบ้าคลั่งของคนเมื่อเงยหน้ามองมาที่ฉัน มองมาที่สถาปัตยกรรมบนอะโครโปลิส ปราชญ์ต้องหยุดชั่งความคิดของตน ว่าถูกต้องครอบคลุมเพียงพอแล้วหรือไม่นายช่างฝีมือทั้งหลาย กระหายอยากสร้างวังของตนเอง ให้ยิ่งใหญ่แบบเดียวกัน.

เชิญขึ้นมาหาฉันบนอะโครโปลิสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ที่เคยเป็นพยานของความกล้าหาญ ของคุณธรรม ของความงามทั้งหมดนี้ ทำให้มนุษย์ตื่นตัว ตระหนักถึงจิตสำนึกแห่งตนและความรับผิดชอบชั่วดีต่อมนุษยชาติไม่ว่าในกี่ศตวรรษข้างหน้า ฉันจะยังเป็น อาเธนาปัลลัส (Athena Pallas) ผู้มีชัยเหนือพลังมืด ฉันนี่แหละจะปราบและสยบความชั่วทุกชนิด

(cf. Son et Lumière, Athènes – Acropolis, 1 juillet 1988)

มาวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ความงามของจิตวิญญาณ บวกความงามของการแสดงออกเป็นภาษา, คำพูดที่ตรึงใจ อาจเป็นความงามเหนือชั้น ลุ่มลึกยิ่งกว่างานศิลป์รูปลักษณ์ใด... ภาษาที่ประณีต อบอวลด้วยความหวัง แฝงสัจธรรม สะเทือนอารมณ์สุนทรีย์ได้ไม่ลืมเลือน. ใครได้สัมผัส อิ่มเอม เบิกบาน โปร่งโล่งเบา ในโซนส่วนตัวที่คุ้นเคย. และนั่นเป็นความทรงจำเมื่อไปเยือนกรุงอาเธนส์ครั้งแรกในปี 1988

ภาพเขียนผลงานของ Karl Friedrich Schinkel (1781-1841, สถาปนิกชาวเยอรมัน) ที่เขาเสนอเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ Acropolis เมืองอาเธนส์. เราเห็นรูปปั้นของอาเธนา สวมเกราะเหล็กแบบนักรบกรีก กับหมวกที่มีพู่ตั้งเป็นแนวกลางศีรษะ, มือหนึ่งถือหอกแหลม, อีกมือหนึ่ง ถือรูปปั้นขนาดเล็ก ติดปีกยืนบนลูกโลกของ Nike เทพแห่งชัยชนะ, มือขวาของ Nike ถือพวงมาลัยวงกลม พร้อมจะสวมให้บนศีรษะของผู้รบชัยชนะ. ในภาพนี้ เทวียกสองมือขึ้นในท่าพร้อมรบ (มีรูปปั้นอาเธนา ที่ยกขึ้นข้างเดียว แล้วแต่ศิลปินจะเสกสรรค์ขึ้นตามบทบาทในตำนานเทพปกรณัมกรีก รวมทั้งบริบทที่ตั้งของรูปปั้นด้วย). หากไม่ยกมือในท่าพร้อมจะขว้างหอกด้ามยาวไปยังศัตรู หอกจะหยุดนิ่งบนพื้น ข้างโล่เหล็กที่มีงูตัวใหญ่เลื้อยพันหอกเหล็กนั้น.  การจำหลักแบบนี้ ต้องการโยงไปถึงเรื่องราวของ Medusa ที่ถูกอาเธนาสาบให้มีผมเป็นงูเลื้อยเต็มบนหัว หน้าตาที่เคยสวยน่ารักจึงน่าเกลียดน่ากลัว. ในที่สุด อาเธนาสังหาร Medusa และนำหัวของนางมาประดับบนเกราะ หรือคลุมบนหน้าอก. (ติดตามตำนานกรีกกันเอาเองนะคะ มีให้อ่านเพลินๆ).  

    ตำนานต่างๆเป็นบ่อจินตนาการการสร้างรูปปั้นพร้อมองค์ประกอบแตกต่างกัน แล้วแต่ศิลปินต้องการเน้นประเด็นใด. ส่วนอาเธนาบนอาโครโปลิสนั้น เขาเรียกว่าเป็น อาเธนา-ปัลลัส Athena-Pallas โดยยึดนัยว่า เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ และเก่งการศึก และมาเป็นชื่อของเมืองหลวงกรีกว่า อาเธนส์. (Pallas เป็นชื่อของเทพกรีก เล็กๆใหญ่ๆจำนวนมาก. รวมทั้งเทวีที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Minerva ในเทพตำนานโรมัน). หลายชาติในยุโรป สร้างรูปปั้นอาเธนาประดับอยู่หน้ารัฐสภา ด้วยความหวังว่า สมาชิกที่นั่งทำงานอยู่ภายในรัฐสภา จะฉลาดรอบรู้ สุขุมและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ บรรลุผลสำเร็จต่อประเทศชาติ. 

รูปปั้นอาเธนาขนาดมหึมา ภายในมหาวิหาร Parthenon บน Acropolis ที่อาเธนส์. จิตรกรจินตนาการว่าในอดีตอันไกลโพ้น ภายในเป็นเช่นนี้. เห็นหัวของเมดูซาอยู่กลางอก ผืนหนังแผ่จากบ่าลงถึงทรวงอก ตัวงูประดับเหมือนขลิบขอบผืนหนังนั้น. ส่วนรูปปั้นเล็กๆติดปีกที่มือขวา คือ เทพ Nike มือหนึ่งถือมงกุฎแห่งชัยชนะ พร้อมสวมแก่ผู้มีชัย. ติดตามเนื้อหาได้ตามลิงค์ที่มีของภาพนี้.

จบสรุปเกี่ยวกับ Documenta แต่เพียงเท่านี้.

โชติรส รายงาน

๖ ธันวาคม ๒๕๖๓.