Saturday, August 15, 2020

Concert of Birds

ปักษีมโหรี
Frans Snyders [ฟร้านซ สเนเดอส] (1579-1657 ชาวเฟลมิช), เป็นหนึ่งในจิตรกรชั้นครูชาวเฟลมิช เป็นศิลปินบาร็อคแนวหน้าโดยเฉพาะในการนำเสนอจิตรกรรมชีวิตนิ่ง (Still Life) ของสัตว์. เขาเป็นคนแรกที่นำเสนอภาพนกหลายชนิด รวมกันในภาพเดียวกัน ที่เขาตั้งชื่อว่า Concert of Birds ที่เราแปลว่า ปักษีมโหรี. เขารวมนกหลายพันธุ์ เกาะบนกิ่งบนขอนไม้ในแบบการตั้งวงมโหรี. บางทีก็มีสมุดดนตรีประดับอยู่ด้วย. หัวข้อปักษีมโหรี มีขึ้นก่อน, ไม่นานต่อมาในราชสำนักเกิดกระแสแฟชั่นเลี้ยงและสะสมนก สร้างกรงนกประดับสวนและอุทยาน.
จิตรกรรม Concert of Birds ผลงานของ Frans Snyders ราวทศวรรษที่ 1630, อยู่ที่ Hermitage Museum. ภาพจาก Commons.wikimedia.org [Public domain]
     หัวข้อปักษีมโหรีนี้ มีที่มาจากตำนานกรีกโบราณ เกี่ยวกับเทพเจ้าชั้นผู้น้อย ผู้เป็นเทพแห่งลมชื่อ Aeolus ผู้เก็บกักลมพายุรุนแรงชนิดต่างๆไว้ภายในถ้ำบนเกาะที่เทพองค์นี้อยู่ และจะปล่อยลมพวกนี้ออกมาเมื่อเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่สั่งให้ทำลายโลก. (ชื่อเทพคนนี้ Aeolus ได้มาเป็นคำ aeolian ที่ใช้ประกอบคำนามอื่นๆอีกจำนวนมาก ล้วนมีอะไรเกี่ยวกับลมทั้งสิ้น).
    ในส่วนที่เกี่ยวกับนก มีตำนานที่เล่าถึงลูกสาวของเทพแห่งลม ลูกที่ชื่อ Alcyone [อัลกีโอเน] ที่อยากฆ่าตัวตายตามสามี (Ceyx [เซอิกสฺ]) ที่เสียชีวิตในทะเล. เทพเจ้าอื่นๆพากันสงสารและเปลี่ยนคนทั้งคู่เป็นนก kingfisher หรือ halcyon birds. ต่อมาเกิดสำนวน halcyon days ที่หมายถึงช่วงระยะ 7-14 วันในฤดูหนาวที่จะไม่มีพายุใดๆเลย. เชื่อกันว่าเป็นไปตามอำนาจของ Aeolus ผู้พ่อที่จะเก็บกักลมพายุทั้งหมดไว้ในช่วงนั้น ท้องทะเลก็จะสงบ เพื่อให้ Alcyone ทำรัง วางไข่และเลี้ยงดูลูกของนาง. สำนวนนี้จึงมีนัยสื่อระยะเวลาสงบสุขในความโกลาหล(ของชีวิต) เหมือนช่วงเวลาที่อากาศกลับอบอุ่นสบายกลางฤดูหนาว. เรื่องเล่าๆกันมา ถ่ายทอดกันมา ตีความกันมาจากยุคโบราณนั้น จะตรงกับชีวิตจริงของนก kingfisher ไหมนั้น เป็นสิ่งที่ผู้สนใจต้องไปค้นศึกษากันต่อไป. ในที่นี้ ชวนให้คิดว่า เพราะมีช่วงเวลาสงบสุขสบายใจดังกล่าว เหล่านกทั้งหลายจึงมารวมกันร้องเพลง. เราต่างเคยมองว่า นกเป็นภาพลักษณ์ของเสรีภาพ ของอิสรภาพ ( นึกถึงเพลง วิหคเหินลม ).  
     หัวข้อ ปักษีมโหรี เป็นที่นิยมกันแพร่หลายตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16. พูดถึงนก ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ในยุคนั้น ยังจำเรื่องราวชีวิตของนักบุญฟรันเชสโกแห่งเมืองอัสซีสิ (Francesco d’Assisi, ราวปี 1180-1226) ได้. รู้กันดีว่า นักบุญคนนี้พูดคุยกับนกและยังเทศนาให้นกฟังด้วย, ดังปรากฏเป็นหลักฐานในจิตรกรรมหลายภาพเกี่ยวกับนักบุญคนนี้. หัวข้อนี้ ยังผูกโยงไปถึงอีกตำนานหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 13 นั้น นอกเมืองบรัสเซล ว่ามีนกฝูงใหญ่มารวมกัน ในดงต้นบีช-Beech นอกเมืองบรัสเซล-Brussels เพราะมีภาพของพระแม่มารี ติดคาอยู่ระหว่างกิ่งของต้นบีช. ต่อมามีการสร้างวัดฟรันซิสกันขึ้นตรงนั้น อุทิศให้พระแม่มารี (Our Lady of the Birds). วัดนี้ถูกทำลายไปในศตวรรษที่ 16 ตามกระแสต่อต้านการบูชารูปเคารพแบบต่างๆ (iconoclasm, ในภาษาดัตช์ที่อธิบายเหตุการณ์นี้ในยุคนั้น ใช้คำว่า Beeldenstorm ในความหมายคร่าวๆว่า “พายุภาพ, พายุรูปปั้น” ดูรายละเอียดเรื่องนี้ได้ที่นี่
     ปลายศตวรรษที่ 16 มีการสร้างวัดขึ้นใหม่ วัดนั้นมีเอกลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่ง คือมีกรงนกหลายกรงแขวนห้อยลงจากเพดาน. เสียงร้องเพลงของนกในกรงเหล่านั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับร้องเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าของวัดนั้น. เสียงร้องเพลงของนก (อย่างน้อยในวิสัยทัศน์ของนักบุญฟรันซิสและของนักบวช) คือเสียงสรรเสริญพระเจ้า. สเนเดอส์เหมือนจะคุ้นเคยและมีศรัทธาเป็นพิเศษกับนักบวชฟรันซิสกัน และคงได้รับรู้เรื่องราวของฝูงนกและนกที่ร้องเพลงในอารามนักบวชฟรันซิสกันแห่งนั้นด้วย ถึงกับเจาะจงว่า เมื่อเขาตาย ขอให้ฝังร่างของเขาสวมชุดนักบวชฟรันซิสกัน (a Franciscan habit คำสุดท้ายทับศัพท์จากคำ อาบี ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่าเสื้อผ้า, คนละความหมายกับคำ habit ที่แปลว่า นิสัย ความเคยชิน. ชุดนักบวชนี้มีสีน้ำตาลหรือสีเทา ตัวยาวกรอมเท้า มีเชือกสีขาวผูกสองรอบที่เอว ปล่อยชายเชือกลง ที่ผูกเป็นปมเป็นระยะๆ).
     บางคนมองว่า ปักษีมโหรี หมายสื่อนัยของปัญญา เพราะมีนกเค้าแมวสัญลักษณ์ของปัญญารวมอยู่ในหมู่นก ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงมโหรีด้วย (ดังที่รู้กันว่า เสียงนกฮูกไม่เสนาะหู เพื่อให้นกฮูกหยุดร้องเพลง เลยให้เป็นหัวหน้าวง. รู้กันว่า นกฮูกมีหูดีมาก จับเสียงเหยื่อของมันได้ในความมืด และบินตรงไปที่เสียงนั้น โดยไม่ต้องลืมตามองด้วยซ้ำ. นึกถึงวาทยากร Herbert von Karajan ผู้มักหลับตาเมื่อนำการบรรเลงของวงดนตรี. วาทยากรต้องมีหูดี แยกแยะเสียงได้จากทุกทิศของวง). หากคิดไกลออกไป ปักษีมโหรี ยังกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงเสียงธรรมชาติอันสมดุล บรรสานสรรพสิ่งในจักรวาลอย่างแท้จริง. เสียงร้องเพลงของนกเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของธรรมชาติที่นำพาคน สัมผัสและจินตนาการดนตรีที่คงจะยิ่งไพเราะเสนาะหูในสวรรค์.
     ในบริบทของยุคนั้น ภาคใต้ของเนเธอแลนด์อยู่ใต้การบริหารปกครองออสเตรีย (cf. Albert & Isabella Clara Eugenia) เนื้อหาของปักษีมโหรี จึงเชื่อมโยงไปถึงความสมดุลบรรสานทางการเมืองและสังคม. ประเด็นนี้น่าจะมีส่วนเสริมความนิยมชมชื่นในหมู่ชนชั้นสูง. พวกเขานำภาพปักษีมโหรี ไปประดับเหนือประตูหรือหน้าต่างหรือเหนือเตาผิง. ความนิยมนี้แพร่ออกไปสู่ประเทศสเปน. ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 ยังมีนักสะสมภาพน้อยคนในกรุงมาดริดที่เป็นเจ้าของภาพของสเนเดอส์ แต่ตอนปลายศตวรรษ ภาพของเขาแพร่หลายไปทั่วทั้งในบ้านคหบดีและในพระราชวัง. จิตรกรรุ่นหลังหลายคนก็ได้สร้างสรรค์ภาพในหัวข้อเดียวกันนี้ เช่น Paul de Vos, Jan Fyt, Jan van Kessel the Elder เป็นต้น
Concert of Birds ผลงานของ Frans Snyders (ภาพในราวปี 1629-30)
ที่พิพิธภัณฑ์ เอลปราโด กรุงมาดริดประเทศสปน. เครดิตภาพจาก wikiart.org  
ในภาพนี้ มีนกเค้าแมวบนกิ่งไม้ เท้าเกี่ยวสมุดดนตรี นำวงมโหรีของนกต่างชนิดกัน 15 ชนิด. มีผู้เจาะจงว่า ในหมู่นกเหล่านี้ มีนกที่ไม่ใช่พันธุ์ที่พบในยุโรป เช่นนก Raggiana bird-of-paradise (ทำให้นึกถึงการเดินเรือค้าขายออกไปทั่วโลกยุคนั้น กับการขนสรรพสิ่งจากแดนไกลมายังยุโรป)
นักวิจารณ์ศิลป์ชาวสเปนคนหนึ่ง เจาะลึกเพ่งดูรายละเอียดที่ปรากฏบนหน้าโน้ตดนตรีที่นกเค้าแมวยึดไว้ เห็นชื่อเพลงเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่ไม่มีใครเจาะจงได้ว่าเป็นเพลงอะไร ใครเป็นผู้ประพันธ์, ดูเหมือนว่าจะเป็นเพลงสี่เสียง และน่าจะเป็นเพลงฝรั่งเศส. (ref. Pérez Preciado, J. J.: Arte y Diplomacia de la Monarquía Hispánica en el siglo XVII, 2003. pp. 281-285).

     นักบวชผู้ติดตามฟรันซิสออกเผยแพร่คำสอนและแสดงแบบอย่างของการครองตนตามวิถีธรรมของพระเจ้า ได้บันทึกเรื่องนกไว้ว่า เมื่อพวกเขาเดินทางผ่านในหุบเขาสปอเลโต-Spoleto ในอิตาลี ฟรันซิสสังเกตเห็นนกฝูงใหญ่รวมกัน เกาะบนกิ่งต้นไม้ใกล้ๆกันข้างทุ่งนา. ฟรันซิสรู้สึกว่า พวกนกกำลังสังเกตเขาอยู่. ทันใดนั้น เหมือนพระเจ้าดลใจ เขาเดินเข้าไปใกล้บริเวณที่นกฝูงนั้นเกาะพักอยู่ และเริ่มเทศน์แก่นก. นักบวชผู้ติดตามได้จดบันทึกคำพูดของฟรันซิส ต่อมามีการรวบรวมพิมพ์ลงเป็นหนังสือ ในชื่อว่า Fioretti di San Francesco (The Little Flowers of St. Francis, รวบรวมแต่งขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 14).
ภาพของ Frans Hogenberg (before 1540-1590), ในราวปี 1566.
Public domain via commons.wikimedia.org
      
ฟรันซิสเริ่มพูดกับฝูงนกดังนี้
«น้องหญิงผู้อ่อนหวานทั้งหลาย พวกเจ้าเป็นนกประดับท้องฟ้า พวกเจ้าอยู่ในสวรรค์ชั้นฟ้า ใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้เนรมิตเจ้า. เสียงกระพือปีกและเสียงโน้ตทุกตัวของเพลงเจ้า สรรเสริญพระองค์. พระองค์ได้ให้ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่พวกเจ้า ที่คืออิสรภาพในห้วงเวหา. พวกเจ้าไม่เคยหว่านพืชหรือเก็บเกี่ยว ถึงกระนั้นพระองค์ได้มอบอาหารที่อร่อยที่สุด แม่น้ำ ทะเลสาบ เพื่อคลายความกระหายของเจ้า, มีภูเขา หุบเขา ต้นไม้ใหญ่ที่สร้างรังของพวกเจ้า, และมีอาภรณ์ประดับกายที่สวยงามที่สุด, ขนของพวกเจ้าเปลี่ยนสีไปทุกฤดูกาล. พวกเจ้าได้รับการดูแลปกป้องในเรืออาร์คของโนอา. ชัดเจนทีเดียวว่า พระผู้สร้าง รักพวกเจ้ามากและได้มอบของขวัญหลากหลายแก่พวกเจ้า. ดังนั้น ขอให้น้องหญิงทั้งหลาย จงตระหนักถึงบาปของการเนรคุณ และขอให้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นนิจสินนะจ้ะ»
     นักบวชผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์บันทึกต่อว่า ในระหว่างที่ฟรันซิสกล่าวคำเหล่านี้แก่ฝูงนก เหล่านกฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อฟังจบลง ทั้งหมดอ้าปาก ยืดลำคอ เหยียดและกางปีกออกแล้วก้มหัวลงต่ำ เหมือนจะแสดงให้รู้ว่า ติดใจในคำพูดของฟรันซิส. ฟรันซิสเห็นเช่นนั้นก็ยินดีและปลาบปลื้มว่า นกจำนวนมากกลุ่มนั้น ทั้งงดงาม จิตตั้งมั่นและเชื่อง. เขาแซ่ซ้องสรรเสริญพระเจ้าในนามของนกทั้งหมด. นกทั้งฝูงยังคงรวมกันรอบๆฟรันซิส และเมื่อฟรันซิสได้ให้พรแก่พวกนกแล้ว จึงพากันบินจากไป. บ้างไปทางเหนือ บ้างไปทางใต้ บ้างไปทางตะวันออก บ้างไปทางตะวันตก. พวกนกบินออกไปทุกทิศทาง ราวกับว่า พวกมันกำลังมุ่งไปแจ้งข่าวดี นำความรักจากพระเจ้า ไปบอกเล่าต่อๆกันไปแก่สรรพชีวิตอื่น. (ref. Hopler, Whitney. "Saint Francis of Assisi and His Sermon to Birds." Learn Religions, Feb. 11, 2020, in  learnreligions.com/saint-francis-assisi-sermon-to-birds-124321)

     ดนตรีได้เปลี่ยนโลกและเปลี่ยนคนมาแล้ว. ดนตรี มิใช่เป็นดนตรีที่มนุษย์สรรค์สร้างเท่านั้น. สรรพชีวิตอื่นๆที่แชร์โลกกับเรา ต่างก็มีเสียง-voices ของเขาด้วย. แม้แต่พืชก็มีเสียง. ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีเสียง และที่ใดมีเสียง ที่นั่นมีดนตรี.  ผู้ที่สัมผัสเสียงในธรรมชาติ และฟังมันเป็นดนตรี จึงเหมือนผู้วิเศษ เป็นผู้มีหูทิพย์. อย่าปล่อยให้ความคุ้นชินในสารพัดเสียง(อึกทึก)-noises กลบความมหัศจรรย์ของเสียง-voices ที่แฝงอยู่ในทุกที่, อย่าให้เสียง(อึกทึก)-noises ลดศักยภาพของการรับรู้ การสัมผัสซิมโฟนีของแผ่นดิน.
      นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่าพืชตอบรับคลื่นความถี่ที่ไปกระทบมัน ในปี 2019 มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่เผยให้เห็นว่า พืชสามารถส่งคลื่นความถี่สูง เมื่อตกอยู่ในภาวะเครียดเช่นความแห้งแล้ง หรือเมื่อถูกตัด ถูกเก็บถูกเกี่ยว. พืชกรีดร้องได้.
(Cf. อ่านตัวอย่างเรื่องความถี่ของพืชได้ที่นี่ https://blogchotiros.blogspot.com/2019/06/the-sound-of-molecules.html )

     ปัจจุบันมีแขนงศึกษาแขนงใหม่เกี่ยวกับดนตรีที่ไม่ใช่ผลงานของคน เป็นแขนงสัตวดุริยางค์ศาสตร์ zoomusicology. ศัพท์คำนี้นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศสชื่อ François-Bernard Mâche เป็นผู้คิดขึ้นใช้ในหนังสือของเขาเรื่อง Musique, mythe, nature ou les dauphins d’Arion. (Éd. Klincksieck, Paris : 1980. 138 หน้า) (หรือในภาษาอังกฤษว่า Music, Myth and Nature or The Dolphins of Arion) เขาพูดไว้ว่า << ถ้าเรื่องกลับกลายเป็นว่า ดนตรีเป็นปรากฏการณ์ที่แพร่ออกไปจากหมู่คน ไปในสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆได้ (มีตัวอย่างมากมายของสัตว์ที่ชอบดนตรี, ของอิทธพลของดนตรีที่มีต่อสัตว์) เท่ากับเป็นสัญญาณเรียกให้คน พิจารณาคำจำกัดความใหม่ของ “ดนตรี” และในมุมกว้างออกไป ต้องคิดคำจำกัดความใหม่ของ “คน” กับ “วัฒนธรรมของคน” >>.
      มาช Mâche ตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม, สองแขนงที่คนเคยจัดแยกจากกันอย่างเด็ดขาด. เขาเชื่อว่า ดนตรีไม่ใช่ส่วนหนึ่งของภาษาเพื่อการสื่อสารตามที่ยึดถือกันมา เพราะสนามความหมายของดนตรีกว้างไกลและไม่มีพรมแดน ภาษาต่างหาก(ด้วยความจำกัดของคำ) เป็นส่วนหนึ่งของดนตรี ฯลฯ และในที่สุด ดนตรีคือภาษาสากลของมวลมนุษย์.
       คนตั้งกฎเกณฑ์หรือพัฒนาหลักการ วัฒนธรรมหรือศิลปะ ที่มุ่งจัดคนให้อยู่ในกรอบพิเศษเฉพาะคนเท่านั้น โดยลืมไปว่าคนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกจำนวนมาก, เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งในหมู่สรรพชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนบนโลกเดียวกันนี้. แต่ไหนแต่ไรมา ตามชนบท คนและสัตว์ใช้ชีวิตร่วมกัน ใกล้ชิดกัน คนจึงมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ ที่ให้แง่คิด เตือนสติเกี่ยวกับธรรมชาตินิสัยของคน เพราะสัตว์สะท้อนส่วนหนึ่งของความเป็นคน. ชีวิตสัตว์ได้เป็นแบบอย่าง ดลใจให้คิดประดิษฐ์อะไรต่ออะไรมากมายมาแล้วเช่นเครื่องบินหรือเรือดำน้ำเป็นต้น (cf.Leonardo da Vinci).

       นักปรัชญา นักเทววิทยา กวี ศิลปิน นักรณรงค์และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ได้พยายามนำคนกลับเข้าไปมองและพิจารณาตนเองในวัฏจักรของจักรวาล แทนการปักหมุดตัวเองในโลกอันจำกัดของกิเลส ตัณหาและอุปาทานส่วนตัว.
     ภาพปักษีมโหรี มาเตือนใจข้าพเจ้าในวันนี้ ว่าต้องฝึกสติให้เกิดปัญญา ลับประสาทสัมผัส เพื่อหลอมตัวเองเข้าเป็นหนึ่งเดียวในซิมโฟนีของจักรวาล...

โชติรส รายงาน
๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓.

Friday, July 31, 2020

Active versus Contemplative

เนื้อหาที่จำหลักลงบนกำแพงโบสถ์วิหารใหญ่ๆ มีหัวข้อหนึ่งที่ชวนคิดและที่สะท้อนค่านิยมในสังคมที่ฝังรากมาจนถึงทุกวันนี้.  เนื้อหานั้น จับคู่เปรียบ ชีวิตในกิจการงาน กับ ชีวิตในการภาวนาไตร่ตรอง  ในทำนอง ชีวิตทางโลกย์ กับชีวิตทางธรรม. ในภาษาศาสนาคริสต์ เขาเจาะจงด้วยสำนวน vita activa กับ vita contemplativa (หรือ la vie active กับ la vie contemplative หรือ temporal life กับ spiritual life).
      ประติมากรรมชุดนี้ มีจำหลักไว้ชัดเจนไม่มีที่ใดเทียบ ที่มหาวิหารน็อตเตรอดามเมืองช้าตร์ (Cathédrale Notre-Dame de Chartres, France). มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมกอติคที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งแรกในฝรั่งเศส. เริ่มสร้างในปี 1194 ทันทีที่วิหารโรมาเนสก์ในศตวรรษที่ 11 ที่เคยมี ณ ตรงนั้น ถูกไฟทำลายเสียหาย. ปัจจุบันยังมีส่วนของโบสถ์ที่อยู่ใต้พื้น-crypt ที่เป็นพยานหลักฐานของการตั้งอยู่ของวิหารโรมาเนสก์ในศตวรรษก่อนๆ.  
      หากไปยืนดูรายละเอียดและพิจารณาสถาปัตยกรรมและประติมากรรมของมหาวิหารเมืองช้าตร์, หากเข้าใจรูปปั้น ประติมากรรมใหญ่น้อย รูปจำหลักนูนทั้งหลายทั้งปวงที่นั่น อาจได้ขอบเขตของเนื้อหาทั้งหมด ที่ไม่ใช่มีเพียงแต่ชีวประวัติของพระเยซู พระแม่มารีหรือนักบุญต่างๆในยุคนั้น หรือเรื่องราวในคัมภีร์เก่า, แต่ยังมีอะไรที่สำคัญกว่าประวัติของศาสนามากนัก. สำหรับข้าพเจ้า(ในฐานะที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชน) ออร่าของมหาวิหารน็อตเตรอดามเมืองช้าตร์ อยู่ที่มิติระบบนิเวศ ระบบสังคม ระบบความรู้ ระบบธรรมจริยา และอุดมการณ์ ตลอดจนถึงอารมณ์ขันของนายช่างที่ทำงานสืบสานสืบทอดต่อกันมาตลอด อย่างไม่ขาดระยะในเวลายี่สิบกว่าปี.  มหาวิหารนี้ จึงมีเอกภาพที่สมดุลสมบูรณ์ยิ่งกว่ามหาวิหารใดในฝรั่งเศส(ที่มักใช้เวลาก่อสร้างหลายศตวรรษ). แม้ในปัจจุบัน มลภาวะได้ทำลายความชัดเจนขององค์ประกอบส่วนต่างๆ(ส่วนใหญ่ประติมากรรม) ลงไปมาก โดยเฉพาะรอบนอกของมหาวิหาร แต่ร่องรอยที่เหลือให้เห็นในปลายศตวรรษที่ 20 ต้นศตวรรษที่ 21 นี้ ยังประทับเป็นความปิติ ที่นำจินตนาการย้อนอดีตไปสิบศตวรรษก่อน.
         หัวข้อในประติมากรรมจำหลักนูนหัวข้อหนึ่ง ที่อยากนำมาเสนอ คือชุดวิถีชีวิตในกิจการงานที่จัดตั้งเป็นคู่ตรงข้ามของวิถีชีวิตในการสำรวมภาวนา. พิจารณาดูภาพประติมากรรมข้างล่างนี้ ที่ซุ้มประตูด้านทิศใต้ (transept porche sud) ขอบซุ้มประตู มีการจำหลักรูปปั้นขนาดเล็ก เรียงไปเป็นกรอบซุ้มประตู. รูปลักษณ์แต่ละรูปมีความหมายชัดเจน.
ซุ้มประตูด้านทิศใต้ (portail sud du transept) บนหน้าบันจำหลักประตูนี้ เล่ากำเนิดพระเยซู, เทวดาดลใจคนเลี้ยงแกะให้ตามไปดูทารกน้อยที่เกิดในคอกสัตว์, และสามกษัตริย์จากต่างแดนที่เดินทางตามดวงดาวมาถึงคอกสัตว์. ประติมากรรมภายในบริเวณซุ้มนี้ ตรงหมายเลข 1 และหมายเลข 2 จำหลักวิถีชีวิตสองแบบ ที่ไปบรรจบกันบนยอดโค้ง.หมายเลข 1 ชีวิตในการงาน และหมายเลข 2 ชีวิตในทางใฝ่ธรรม. ดังรายละเอียดในภาพข้างล่างนี้
ตัวอย่างของสตรีในกิจการงาน (ภาพลักษณ์ของ la vie active) รูปปั้นแต่ละรูปกำลังทำกิจกรรมหนึ่ง เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการสางเส้นใย หวีเส้นใย รีดปุย ปั่นเป็นเส้น ม้วนเป็นใจ และทอเป็นผืน เพื่อทำเสื้อคลุม เครื่องนุ่งห่มต่อไป.
ตัวอย่างของสตรีผู้ใช้ชีวิตภาวนาพิจารณาธรรม (ภาพลักษณ์ของ la vie contemplative) รูปปั้นแต่ละรูปแสดงกิริยาของการคิด การอ่าน การไตร่ตรอง การสวดภาวนา. หนังสือเป็นสัญลักษณ์ของความรู้ ของความจริง ของคุณธรรมที่พระเจ้าดลใจ.
       การจับคู่ชีวิตสองแบบนี้ เกี่ยวกับผู้หญิงเป็นสำคัญ ดังปรากฏเจาะจงไว้ในคัมภีร์เก่า เมื่อพระเจ้าขับไล่อาดีมกับอีฟออกจากสวรรค์ พระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า ต่อแต่นั้น คนต้องลงแรงเพาะปลูก มีอาหารกินจากหยาดเหงื่อของตัวเอง นั่นคือผู้ชายต้องทำไร่ไถนา หน้าสู้ดิน หลังสู้ฟ้า. ส่วนผู้หญิงต้องอุ้มท้อง เพราะตั้งครรภ์อยู่เสมอ และคลอดลูกด้วยความเจ็บปวด, ต้องทำงานบ้าน ทอผ้า เตรียมเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น. ในศิลปะศาสนา สรุปชีวิตของอาดัมกับอีฟเมื่อออกจากสวนสวรรค์ ด้วยภาพของอาดัมจับจอบพรวนดิน และอีฟกรอด้าย ดังตัวอย่างภาพข้างล่างนี้
ภาพจำหลักนูนบนเสากลางประตูขวา (Portail de la Mère Dieu) ด้านหน้าของมหาวิหารน็อตเตรอดามเมืองอาเมียง. ภาพบนบอกเล่าเหตุการณ์มาร(หน้าผู้หญิงเกือบเชยหน้าอีฟ) มาล่ออีฟ(คนซ้าย) ให้กินผลไม้ต้องห้าม. อีฟเอาเข้าปาก อีกมือส่งต่อให้อาดัม(คนขวา). นี่เป็นสาเหตุของการถูกขับออกจากสวนสวรรค์อีเด็น. ภาพตอนล่างสรุปวิถีชีวิตของอาดัมกับอีฟ อาดัมพรวนดิน เริ่มเพาะปลูก, อีฟทอผ้า. ทั้งสองมีขนสัตว์ห่อหุ้มร่างท่อนล่าง.
       การเจาะจงกิจกรรมการทอผ้าของผู้หญิง เป็นประเด็นหลักในชีวิตของผู้หญิงสมัยก่อน (การทำอาหารก็เป็นกิจกรรมหลัก แต่การถ่ายทอดการทำอาหารเป็นประติมากรรมในพื้นที่จำกัดนั้นยากกว่าการจำหลักอุปกรณ์การทอผ้า). ความจำเป็นของการทอผ้าในชีวิตนอกสวนสวรรค์ ตอกย้ำประเด็นของสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนและ ร่างกายต้องปรับรับสภาพอุณหภูมิขึ้นๆลงๆ. ในสวรรค์อีเด็น น่าจะมีอุณหภูมิพอเหมาะกับสรรพชีวิต ไม่ว่าคน สัตว์หรือพืชพรรณ, ต่างเติบโตเจริญแบ่งบานตามธรรมชาติ. น่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิต้นฤดูร้อนตลอดกาล. อาดัมกับอีฟกินอยู่เหมือนสัตว์ในธรรมชาติ ไม่มีเครื่องนุ่งห่ม ไม่เคยอายเรื่องการเปลือยกาย. พอกินผลไม้ต้องห้าม เกิดความตระหนักรู้, โลกธรรมชาติที่อยู่มาอย่างคุ้นเคย, มีจิตสำนึก มีตัวตนเข้าไปแทรกซึม, ความอายเกิดขึ้นเพราะการตระหนักว่ามีคนอื่นมองดูตน เพราะคนไม่อายเมื่อมองร่างเปลือยของตัวเอง, สายตาคนอื่นกลายเป็นตัวกำหนดวิธีคิดและวิถีชีวิตให้คน ฯลฯ

       ประติมากรรมชุดชีวิตในกิจการงานกับชีวิตในการสวดมนต์ภาวนา จักเป็นเนื้อหาของจิตรกรรมฝีมือชั้นครู จำนวนมากในตะวันตก ที่เปิดช่องทางให้เบนออกจากกิจการงานทอผ้า ไปเป็นการทำอาหารแทน, ที่ต่อมา เปิดโอกาสให้นำภาพความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร มาเรียงเสนอในแบบของจิตรกรรมชีวิตนิ่ง (Still Life) และจัดเทียบพฤติกรรมในชีวิตหน้าที่การงานกับการฝักใฝ่ในธรรม. ศิลปะศาสนา นำเสนอชีวิตสองแบบของสองพี่น้องมาร์ธาและมารี (Martha & Mary) แห่งเมืองเบทานี(Bethany) เมื่อต้อนรับพระเยซู ตามที่เล่าไว้ในคัมภีร์ฉบับของลุค (Luke 10 : 38-42) ใจความว่า
         พระเยซูไปเยือนบ้านของลาซาร์ ผู้มีน้องสาวสองคนชื่อมาร์ธาและมารี. มาร์ธากุลีกุจอเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงพระเยซูกับคณะ, ส่วนมารีไปนั่งอยู่แทบเท้าพระเยซู ตั้งใจฟังทุกคำพูดของพระเยซู. มาร์ธาสาละวนกับการตระเตรียมทุกอย่างเพื่อบริการพระเยซู  เห็นมารีนั่งเฉยๆ จึงท้วงขึ้น ถามพระเยซูว่า คิดอย่างไรที่มารีปล่อยให้เธอยุ่งตระเตรียมอาหารอยู่คนเดียว ขอให้พระเยซูบอกแก่มารีให้ไปช่วยเธอในครัว. พระเยซูตอบว่า มาร์ธา เธอกังวลมาก เธอวุ่นวายกับเรื่องต่างๆหลายเรื่องมาก แต่สิ่งเดียวที่สำคัญ... มารีได้เลือกทางที่ดีที่สุด ข้าไม่ลิดรอนสิทธิ์ของเธอ.
       พระเยซูพูดในเชิงให้เข้าใจเองว่า งานที่ควรทำที่สุด คือการฟังคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า การฟังพระองค์ ย่อมนำแสงสว่าง ความเข้าใจ เป็นการเดินเข้าสู่พระเจ้า. การทุ่มเทเตรียมการต้อนรับพระเยซู กับการฟังพระองค์พูดหรือสอน ในความเป็นจริง ไม่ใช่สองทางที่ขัดแย้งกัน หากทำด้วยความเต็มใจและศรัทธา ย่อมได้ปิติเท่ากัน แม้จะเหนื่อยกายต่างกัน แต่ละคนมีหนทางเข้าถึงพระเจ้าต่างกัน.
      นักบุญหลายคนสอน(ปลอบใจคนทำงาน)ว่า จุดมุ่งหมายของการกระทำ ของพฤติกรรมในการดำรงชีวิต หรือของการปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบ คือการสั่งสมคุณธรรม การเข้าใจชีวิต และการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นในบั้นปลายนั่นเอง. 
      นักเทวศาสตร์ขยายความคำพูดของพระเยซูในบริบทนี้ แตกต่างกันไปบ้าง. ประเด็นเด่นๆ คือ มาร์ธาเป็นคนใจดีเอื้อเฟื้อ ตั้งใจบริการพระเยซู วุ่นกับงานในฐานะเจ้าบ้าน จนลืมกอบโกยโอกาส ละเลยการกระชับศรัทธาในพระเจ้า. ประเด็นจึงอยู่ที่การจัดอันดับความสำคัญของกิจกรรมในชีวิตให้เหมาะกับเวลาและสถานที่. ฤาพระเยซูจะเห็นว่าการทำอาหารไม่ใช่สิ่งสำคัญ. ในฐานะพระบุตร อาหารไม่น่าจะใช่สิ่งสำคัญ แต่การสั่งสอนคนให้เชื่อในพระเจ้า, สร้างศรัทธาในพระเจ้า สำคัญกว่ามาก. พระเยซูจึงพูดว่า มารีเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด (คือการฟังธรรมจากปากของพระเยซู). โดยปริยาย การใช้เวลาฟังธรรมไตร่ตรองคำสอน (la vie contemplative) จึงถูกยกขึ้นเหนือเวลาที่หมดไปในกิจการงาน (la vie active). เช่นนี้ชัดเจนว่า มารีใกล้ชิดพระเยซูมากกว่ามาร์ธา. แม้ในอาหารมื้อสุดท้าย ความหลากหลายของอาหารไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พระเยซูเลือกเพียงขนมปังกับไวน์เท่านั้น และสถาปนาพิธิยูการิทเธีย(ทางเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า) กับอาหารทั้งสองชนิด.
ตัวอย่างจิตรกรรมที่นำเสนอวิถีชีวิตสองแบบในคัมภีร์ ตอนพระเยซูไปเยือนบ้านมาร์ธาและมารี.
ภาพพิมพ์จาก wellcomecollection.org
ห้องโถงในบ้านใหญ่ กว้างและสว่าง. พระเยซูนั่ง บนตั่งติดผนัง มีโต๊ะตรงหน้า. มาร์ธายืนหันหน้าไปทางพระเยซูและมารี ผู้ก้มหน้าดูหนังสือบนตัก. หนังสือนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์เพื่อสื่อความตั้งใจไตร่ตรอง มิได้อ่านจริงๆ. จากช่องประตู เห็นครัวขนาดใหญ่ กองไม้กำลังเผาใต้ปล่องไฟขนาดใหญ่ (ก่อกองไฟเพื่อทำอาหารและให้ความร้อนด้วย).  มีหม้อเหล็กใบใหญ่ สองคนยืนอยู่ใกล้หม้อ อีกคนนั่งอยู่ข้างปล่องไฟ. มาร์ธาเพิ่งเดินออกมาที่ห้องโถง เมื่อมารีไม่เข้าไปช่วยเธอ จึงมาร้องเรียนพระเยซู.

ภาพผลงานของ Jan Vermeer (1632-1675) ในราวปี 1656. เครดิตภาพ : commons.wilimedia.org [Public domain]. ปัจจุบันอยู่ที่หอศิลป์ National Galleries of Scotland. จิตรกรใช้แสงเพื่อเน้นบุคลิกและกิริยาท่าทางของทั้งสามคนในเหตุการณ์นี้. มาร์ธาถือเพียงตะกร้าใส่ขนมปังเพื่อสื่อการเตรียมอาหาร. มารีนั่งเท้าคางมองพระเยซูไม่วางตา.

Diego Velásquez (1599-1660) : Cristo en casa de Marta y María. National Gallery, London. Commons.wilimedia.org [Public domain]
ช่องเปิดบนกำแพงทำให้เห็นผู้ชายนั่งอยู่ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งที่พื้นใกล้ๆ ผู้หญิงอีกคนยืนข้างหลัง มองไปที่ผู้ชาย. ส่วนใหญ่สรุปว่า น่าจะเป็นเนื้อหาของพระเยซูไปเยือนบ้านของมาร์ธาและมารี ดังที่เล่ามาข้างต้น. พื้นหน้าของภาพ เห็นผู้หญิงกำลังโขลก (กระเทียม) ในครก ปากเม้มนิดๆ ไม่พอใจ มองคนที่มองเธอ. หญิงชราที่ยืนอยู่ข้างหลัง ทำมือชี้และแตะที่แขนเธอ. หากเข้าใจว่า ภาพซ้อนภาพคือเหตุการณ์ในคัมภีร์ ภาพผู้หญิงบนพื้นหน้า จึงอาจเป็นมาร์ธาที่กำลังเตรียมอาหาร และเมื่อมารีไม่มาช่วยเธอ จึงเข้าไปฟ้องพระเยซู. หญิงชรากับนิ้วชี้ที่แตะแขนของมาร์ธา อาจเตือนหรือตำหนิมาร์ธาว่า ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ใช่การทุ่มเททำงานบ้าน ต้องมีการพัฒนาด้านสติปัญญา(การใฝ่ธรรม)ด้วย. ภาพของเวลัสเก็ส เน้นการแสดงออกของบุคคล, ฉากเรียบง่าย. จิตรกรยังให้ความสำคัญแก่รายละเอียดของอาหารบนโต๊ะ ที่เหมือนจริงมาก.  มีข้อมูลอธิบายด้วยว่า มาร์ธากำลังโขลกกระเทียมเพื่อเตรียมซอสสำหรับกินกับปลา (ที่เรียกว่า Aioli ในภาษาสเปน).

ผลงานจาก Atelier Frans II Francken ศตวรรษที่ 17 ฮอลแลนด์. จิตรกรสร้างฉากพื้นหลังที่ออกจากบริบทของห้องครัว. เห็นธรรมชาติที่งามร่มรื่น สวยดั่งภาพธรรมชาติที่นิยมกันในจิตรกรรมเฟลมมิชยุคนั้น. สร้างออร่าแก่บ้านหลังใหญ่นี้และเน้นความสำคัญของเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่. ครัวที่เห็นไกลไปด้านหลังทางซ้ายของภาพสว่างไสว มีลูกมือสองคนในครัว. กิริยาท่าทางของบุคคลทั้งสามตรงหน้า ทำให้เข้าใจเหตุการณ์. มาร์ธายืนมือข้างหนึ่งเท้าบนโต๊ะที่มีอาหาร. จิตรกรกระจายอาหารชนิดต่างๆทั้งบนโต๊ะและบนพื้นในมุมซ้ายของภาพ. ทั้งหมดยืนยันบทบาทของเธอในเหตุการณ์นี้ ส่วนมารีนั่งเรียบร้อยไม่พูดไม่เถียง. ภาพที่แขวนบนกำแพงตรงกลาง เล่าเหตุการณ์ตอนอับราฮัมพาไอแซ็คขึ้นไปบนเขา เตรียมฆ่าสังเวยพระเจ้าตามคำสั่งของพระเจ้า เทวทูตมายึดมือเขาไว้ และบอกให้ฆ่าลูกแกะที่อยู่ตรงนั้นแทน. การที่จิตรกรเพิ่มภาพเหตุการณ์อับราฮัมกับไอแซ็ค ติดอยู่บนกำแพงด้านหลังตำแหน่งที่พระเยซูนั่ง เป็นการยืนยันการต่อเนื่องของคัมภีร์เก่ามาถึงเหตุการณ์ในคัมภีร์ใหม่ในยุคของพระเยซู, อีกทั้งนำให้เห็นภาพในอนาคตว่า พระเยซูก็จะเป็นลูกแกะที่จะถูกสังเวยเช่นกัน(เมื่อถูกตรึงบนไม้กางเขน). ขนบศาสนาคริสต์ ลูกแกะเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซู.

ภาพผลงานของ Joachim Beuckelaer ปี 1568. อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo del Prado, Madrid. จิตรกรคนนี้นิยมและเชี่ยวชาญการแสดงภาพชีวิตนิ่งของสัตว์ที่เป็นอาหารของคน ทั้งสัตว์ปีก สัตว์น้ำและสัตว์บก รวมทั้งผักต่างๆ. สตรีสาวคนหนึ่ง(มาร์ธา) และคนสูงวัยกว่าอีกคน ในกองอาหาร เตรียมพร้อมจะแปลงวัตถุดิบทั้งหลายที่เห็นให้เป็นอาหารเพื่อบริการพระเยซู. ไกลออกไปด้านหลัง เห็นพระเยซูนั่งอยู่, มารีนั่งอยู่แทบเท้า และผู้หญิงยืนในช่องแสงสว่างของประตู คือมาร์ธา (เมื่อเธอเห็นว่ามารีไม่มาในครัวช่วยเธอเตรียมอาหาร จึงเดินไปร้องเรียนต่อพระเยซู). เหตุการณ์ในคัมภีร์ถูกลดไว้ในพื้นที่น้อยนิดแต่สว่างเพียงพอให้เดาปฏิกิริยาและการตอบโต้ระหว่างมาร์ธากับพระเยซู.
     ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่กระจายเต็มเกือบเต็มพื้นที่ เป็นตัวชี้บอกยุคสมัยอันรุ่งเรืองของฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 16, เหตุการณ์ศาสนาถูกลดไปอยู่พื้นที่ไกลออกไปด้านหลัง. นี่เป็นกระบวนการสร้างภาพที่พลิกขนบการสร้างภาพที่เคยมีมา และกลายเป็นกระแสศิลป์แนวใหม่ของยุโรปภาคเหนือ ในหมู่ศิลปินชาวเฟลมมิชในยุคนั้น. จิตรกรแสดงความสามารถในการถ่ายทอดอาหารและสรรพวัสดุได้อย่างสมจริง (realistic) และรู้จักใช้ส่วนสถาปัตยกรรมคลาซสิก มาเป็นองค์ประกอบในการจัดฉาก สร้างมิติของความลึก. 
      การรวมฉากอาหารการครัวเข้าไปในภาพเนื้อหาศาสนานั้น แพร่หลายในศาสนศิลป์ จนถึงปลายศตวรรษที่ 17, ส่วนใหญ่โยงไปถึงเหตุการณ์ในคัมภีร์ใหม่ ดังเช่นเหตุการณ์ตอนพระเยซูมาเยือนบ้านของมาร์ธาและมารี.
     ประเด็นสำคัญที่เป็นบทสอนใจ คือ การเทียบความหมกมุ่นในโภคทรัพย์ กับความหวังที่วิญญาณจะได้รับการไถ่บาปและไปสวรรค์. นี่เป็นปัญหาสองแง่สองมุมที่เกลียวผันกัน ยากจะแยกออกจากกันได้. สังคมชนชั้นกลางโดยเฉพาะ ได้อาศัยโภคทรัพย์ไต่เต้าขึ้นสู่บันไดสังคม จนเกือบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชนชั้นสูง ในขณะเดียวกันก็เป็นชนชั้นที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด และกลายเป็นผู้ส่งเสริม ผู้ว่าจ้างศิลปินเพื่อผลิตงานศิลป์ประเภทต่างๆให้ เพื่อเสริมหน้าตาศักดิ์ศรีของตนเอง.

      เนื้อหาตอนนี้ เตือนให้ตระหนักว่า การทำงานหาเงิน สร้างตัวสร้างครอบครัว ไม่ใช่วิถีชีวิตที่จักนำความสุขมาให้อย่างถาวร จำต้องมีวิถีอื่นมาคอยประคับประคองเพื่อความไม่ประมาท เพราะชีวิตหรือโภคทรัพย์ไม่ยั่งยืน...

จุดหมายสุดท้ายของชีวิตแบบใดก็ตาม คือการเข้าถึงสัจธรรม. สัจจะหรือความจริงมีหนึ่งเดียวในวิถีชีวิตคน เป็นฐานเหมือนกันในทุกศาสนา. วิธีเข้าถึงสัจธรรมต่างกัน แปรไปตามความพร้อมทางปัญญาของฝูงชน ณที่หนึ่ง ยุคหนึ่ง.
      ความสำเร็จของแต่ละคน น่าจะอยู่ที่การบอกตัวเองก่อนตายว่า ฉันเป็นคนดีขึ้น และได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สุขของตัวเองและของแผ่นดินเกิด. 

โชติรส รายงาน
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓.

Saturday, July 25, 2020

The Bridal Portal

ประตูเจ้าสาว - Brautportal
ที่โบสถ์นักบุญเซบัล Sebalduskirche เมืองนูร์นแบร์ก Nürnberg ประเทศเยอรมนี มีประตูด้านทิศเหนือ (the north transept portal) ที่เรียกกันว่า ประตูเจ้าสาว. คู่บ่าวสาวที่ไปประกอบพิธีมงคลสมรสในวัดนักบุญเซบัล จะออกจากวัดทางประตูเจ้าสาวนี้ ด้วยความหวังว่า ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกัน มีความอดทน ยึดมั่นในศรัทธา และใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเป็นสุข.
รู้แล้วให้ข้องใจ ต้องตามไปแกะรอยที่มา ตามไปที่เมืองนูร์นแบร์ก ที่ต่อมากลายเป็นเมืองโปรดของฉัน. ไปยืนพิจารณาประตูเจ้าสาวที่นั่น เป็นดังนี้
เครดิตภาพ : Ferdinand Schmidt. Commons.wikimedia.org (Public domain) 
ประตูเจ้าสาว (Brautportal) อยู่ทางทิศเหนือของโบสถ์ Sebalduskirche. เริ่มสร้างในปี 1225 และเสร็จสิ้นลงในราวปี 1273-75. บนกำแพงสองข้างประตูทางเข้า มีรูปปั้นสตรีด้านละห้ารูป. รูปปั้นชุดนี้รังสรรค์ขึ้นในราวปี 1320.  ในราวปี 1360 เพิ่มส่วนโค้งเหมือนลายฉลุ สไตล์กอติคบนกำแพงด้านนอก ที่ไปบดบังรูปปั้นพระคริสต์ที่อยู่บนยอดของประตูโค้งด้านในเสียสิ้น. ต่อมาในปี 1440 ได้เพิ่มรูปปั้นพระแม่มารีอุ้มพระเยซูองค์น้อย และรูปปั้นของนักบุญเซบัล Sebald ในชุดนักจาริกแสวงบุญ (สวมหมวกที่มีหอยเชลล์ประดับ เท่ากับยืนยันว่าได้เดินทางหรือเป็นผู้จาริกไปสู่เมืองซันติอาโก เด กมโปซเตลา ในประเทศสเปน, มือขวาประคองแบบสถาปัตยกรรมโบสถ์ของโบสถ์ Sebalduskirche (ดังในภาพ).
จากนั้น ก็พิจารณารายละเอียดของรูปปั้น
รูปปั้นกลุ่มนี้ บนกำแพงด้ายซ้าย เป็นเด็กสาววัยเยาว์ หน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารัก
ถือถ้วยตะเกียงตั้งขึ้น
ส่วนอีกห้าคน บนกำแพงด้านขวา ยืนคอบิดไปข้างหนึ่ง
ถ้วย(ตะเกียง)ในมือคว่ำลง จะหลุดจากมือ
ทั้งหมดโยงไปถึงบทอุปมาอุปมัยบทหนึ่งในคัมภีร์ของแม็ทธิว (Matthew 25: 1-13, ที่รู้จักกันว่า บท Parable of the wise and Foolish Virgins ในภาษาฝรั่งเศสใช้สำนวนว่า Les Vierges Sages et les Vierges Folles). เนื้อเรื่องเล่าถึงสาวพรหมจรรย์สิบนางที่คอยการมาของเจ้าบ่าว. ห้านางได้เตรียมตะเกียงเติมน้ำมันมาเรียบร้อย ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรอคอยไม่ว่านานเท่าใดก็จะรอ, ส่วนอีกห้านางไม่ได้เตรียมน้ำมันตะเกียงมา แต่มีตะเกียงติดตัว. เมื่อเจ้าบ่าวมาช้า เวลาล่วงไปเรื่อยๆ จากกลางวันเป็นกลางคืน น้ำมันตะเกียงของกลุ่มหลังหมดลง ต้องกลับ ในที่สุดห้านางนี้ไม่ได้พบเจ้าบ่าว. ส่วนแม่นางห้าคนผู้ได้เตรียมตัวมาอย่างดี เติมน้ำมันมาเต็มที่ รอคอยการมาอย่างสงบ อยู่จนพบเจ้าบ่าว และได้รับรางวัลตอบแทน.
      เรื่องที่เล่าไว้ในคัมภีร์ของนักบุญแม็ทธิว ดูเหมือนโยงไปถึงสภาพการณ์ทั่วไปก่อนคริสตกาล ยุคที่คนคอยการมาของพระมหาไถ่ จึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในยุคของพระเยซู. ชาวคริสต์รุ่นแรกๆ เชื่อว่า พระเยซูจะกลับมาจุติในโลกครั้งที่สอง เพื่อสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้า, การมาของพระเยซูครั้งหน้า จะเกิดขึ้นในไม่ช้า.  เจ้าบ่าวที่สตรีทั้งหลายรอคอย  คือการมาของพระมหาไถ่. แต่เจ้าบ่าวยังมาไม่ถึง สตรีผู้มุ่งมั่น เตรียมพร้อมคอย ตั้งตาคอย ตั้งใจคอยอย่างสงบ, ส่วนสตรีผู้ฉาบฉวยคอยเหมือนกัน คอยเพราะไม่รู้จะทำอะไร คอยเหมือนคนอื่นๆ คอยไปเนือยๆ จนหมดไฟ.
     นักเทวศาสตร์วิเคราะห์ว่า สตรีทั้งสิบคน สะท้อนจิตสำนึกและชีวิตของคน ที่มีทั้งฉลาดและโง่. ผู้มีจิตศรัทธามั่นคง ใช้ชีวิตมุ่งมั่น อุทิศตน ถือศีลกินเจ สวดมนตร์ภาวนา เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมเพื่อต้อนรับพระมหาไถ่ ย่อมได้รางวัลตอบแทน คือการได้ “สัมผัส” พระเจ้า. นักเทววิทยา ยังโยงนัยไปถึงวันพิพากษาสุดท้าย เมื่อคนดีจะได้รางวัล ได้ไปสวรรค์.
     อุปมาอุปมัยเรื่องนี้ เป็นที่นิยมกันมากในยุคกลาง และได้แทรกเข้าเป็นเนื้อหาหนึ่งในศิลปะยุคกลางทั้งจิตรกรรม, ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ดังหลักฐานจากผลงานศิลปะยุคกลางที่เจริญแบ่งบานในเยอรมนีและฝรั่งเศส เช่นที่ วัด Sebalduskirche ที่นำมาให้ดูในตอนต้น.
      มีประเด็นถกเถียงกันว่า ทำไมสตรีห้าคนที่มีน้ำมันเต็มตะเกียง ไม่แบ่งน้ำมันให้สตรีอีกห้าคน? มันใจร้ายไปไหม? นึกถึงสำนวนหนึ่งว่า จงให้แสงสว่าง แต่อย่าให้น้ำมันตะเกียง, หรือช่วยส่องทางให้ แต่ให้น้ำมันตะเกียงไม่ได้. น้ำมันตะเกียงเหมือนศรัทธา, ความมุ่งมั่น เป็นสิ่งที่หยิบยื่นหรือแบ่งให้ไม่ได้ แต่ละคนต้องพัฒนาสั่งสมด้วยตัวเอง.
     ที่วัดนักบุญเซบัล ใกล้ๆประติมากรรมกลุ่มสตรีสิบนาง ยังมีรูปปั้นเดี่ยวอีกรูปหนึ่ง ที่เรียกกันว่า Fürst der Welt หรือ Prince of the World ฉันขอแปลว่า เจ้าชายแห่งโลกย์  ดูภาพข้างล่างนี้
รูปปั้นเจ้าชายหนุ่ม ยิ้มแย้ม ที่เสกสรรค์ขึ้นในราวปี 1330 เป็นรูปปั้นที่ต้องมองสองด้าน ทั้งด้านหน้าที่เป็นหนุ่มวัยคะนอง ชำนาญโลกชำนาญล่อหลอกให้คนหลง, หากมองด้านหลังของรูปปั้นเดียวกันนี้ จะเห็นว่า มีงู กบ เขียดกัดแทะร่างกายและอวัยวะ. นัยที่ต้องการสื่อ ชัดเจน ว่าหน้าตาภายนอกอาจไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของคน อาจมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน, ซ่อนความคิดมุ่งร้ายต่างๆได้. คนจึงต้องตระหนักรู้อยู่เสมอ. ดังภาพข้างล่างนี้
(รูปปั้นนี้ปัจจุบันเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์)
การจำหลักรูปปั้นสองด้าน สื่อนัยผิวและนัยแฝงในศิลปะยุคกลาง นับว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพทีเดียว. นึกถึงวรรณกรรมเรื่อง The Portrait of Dorian Gray ของ Oscar Wilde ที่อาจได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นยุคกลางแบบนี้ ซึ่งมีปรากฏประดับโบสถ์ใหญ่ๆหลายแห่งในยุโรป ตั้งแต่ยุคกลางมาแล้ว  เช่นรูปปั้นจากมหาวิหารเมืองสต๊าซบูร์กดังภาพข้างล่างนี้
ที่มหาวิหารเมืองสตร๊าซบูร์ก เจ้าชายแห่งโลกย์ พยายามล่อสตรีคนโง่ ด้วยการอวดผลแอปเปิลทอง จูงคนไปบนเส้นทางของโลกียวิสัย. ด้านหลังของรูปปั้น ก็จำหลักภาพงู กบ เขียด กำลังกัดแทะเช่นกัน (มิอาจปีนกำแพงไปถ่ายรูปด้านหลังของรูปปั้นนี้ได้). ในศิละยุคกลาง มักใช้งู กบและเขียดเป็นสัญลักษณ์ยืนยันความเละเทะในจิตสำนึกของคน. ปัจจุบัน รูปปั้นจริงถูกเก็บไปไว้ในพิพิธภัณฑ์เช่นกัน.
นำกลุ่มสตรีคนฉลาด นักบุญ(หรือพระเจ้า?) ชี้มือไปในท่าประทานพร
เจ้าชายแห่งโลกย์ ถือแอปเปิลทองล่อใจสตรีคนโง่อยู่ทางซ้าย และมีรูปปั้นนักบุญชี้มือไปทางสตรีคนฉลาดทางขวา ที่เพิ่มเข้ามาเป็นผู้แนะนำสตรีสองกลุ่มในประติมากรรมชุดนี้.  การนับจำนวนสตรีคนฉลาดทางขวาและสตรีคนโง่ทางซ้าย ต้องนับต่อไปยังกำแพงด้านข้างๆด้วย ที่เห็นรูปปั้นแฝงอยู่สองรูป ก็จะครบสิบคนตามที่เล่าในคัมภีร์ของแม็ทธิว.

ที่โบสถ์ประจำเมืองแบร์น Bern ประเทศสวิตเซอแลนด์ กลุ่มประติมากรรมตรงด้านหน้าของโบสถ์ ก็มีรูปปั้นของสตรีคนฉลาดและสตรีคนโง่เหมือนกัน. โบสถ์ประจำเมืองแบร์น (Berner Münster) สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมกอติครุ่นสุดท้าย. โบสถ์ที่เห็นในวันนี้ เป็นหลังที่สามที่สร้างขึ้นในปี 1421 บนพื้นที่เดียวกันที่เคยมีวัดขนาดเล็กตรงนั้นเมื่อสองร้อยปีก่อนหน้านั้น ที่รู้จักกันในนามว่า Leutkirche (ที่แปลว่า วัดของมวลชน).  จากปี 1421 ใช้เวลาสร้างติดต่อกันหลักๆ 150 ปี (แล้วยังบูรณะตกแต่งเพิ่มเติมต่อมาจนถึงปี 1893) มีนายช่างหลายรุ่นในแขนงต่างๆที่สืบทอดการก่อสร้าง โดยยึดหลักการเดียวกัน คือให้เป็นสถาปัตยกรรมกอติค(รุ่นสุดท้าย)ที่ยิ่งใหญ่และในขณะเดียวกันก็ดูโปร่งเบา. โบสถ์เมืองแบร์นมีหอคอยเดียวโดดเด่น สูงที่สุดในประเทศ สูงกว่าหนึ่งร้อยเมตร มีบันได 312 ขั้นพาไปถึงชั้นชมวิวได้ (มีหลายชั้นให้หยุดชม ตามกำลังขา).
Berner Münster ดูเครดิตภาพที่นี่
ด้านหน้าของโบสถ์เมืองแบร์น มีซุ้มประตูสามประตู ประตูใหญ่และประตูหลัก คือประตูกลาง (บางทีปิดไว้ ให้คนเข้าทางประตูข้างด้านหนึ่งและออกทางประตูข้างอีกด้านหนึ่ง). มีประติมากรรมทั้งหมดในบริเวณนี้ 294 รูป. เนื้อหาของประติมากรรมบนหน้าบัน (tympanum) คือฉากการพิพากษาสุดท้าย. ตรงเสาที่แบ่งช่องประตูออกเป็นสองประตู มีรูปปั้นผู้หญิงสัญลักษณ์ของความยุติธรรม มือถือดาบ เทวทูตสองข้างคลี่กระดาษที่(อาจเป็นคำเตือนให้ยึดมั่นในการทำดีละเว้นความชั่ว) ใต้ลงไปเป็นนายช่างสองคนที่โผล่ออกมา มือจับกระดาษที่บอกเล่าเกี่ยวกับการวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างโบสถ์นี้ในปี 1421. (ผู้สนใจติดตามอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาของประติมากรรมด้านหน้าของโบสถ์นี้ได้ที่นี่ 
      
สิ่งที่เราสนใจในที่นี้ คือรูปปั้นสิบรูปบนกำแพงสองข้างประตูใหญ่นี้ ซึ่งก็คือรูปปั้นของสตรีคนฉลาด(ด้านซ้าย) กับสตรีคนโง่(ด้านขวา) ที่ถ่ายทอดบทอุปมาอุปมัยตามที่แม็ทธิวเล่าไว้ ดังได้กล่าวมาข้างต้น.
รูปปั้นเสนอภาพสตรีคนฉลาดห้าคน หน้าตายิ้มแย้ม ถือถ้วย(ตะเกียง)ตั้งตรง, ส่วนรูปปั้นครึ่งตัวที่โผล่ออกมาใต้รูปปั้นยืน คือพระนางชีบาและกษัตริย์ซาโลมอน ตัวแทนของบุคคลผู้มีศีลธรรมจรรยาในคัมภีร์เก่า
สตรีคนโง่ห้าคน (รูปปั้นที่สองจากซ้าย ดูเหมือนจะเป็นสาวผิวสี ไม่ธรรมดาเลย) ส่วนรูปปั้นครึ่งตัวที่โผล่ออกมา คิดกันว่า Zephaniah กับ Isaiah พระผู้เผยวัจนะในคัมภีร์เก่า
ตรงกลางเสา คือรูปปั้นสตรี สัญลักษณ์ของความยุติธรรม
(ไปยืนดูใกล้ๆ ออกจะประหลาดใจว่า หน้าตารูปปั้นดูจีนๆ)
ตัวอย่างประติมากรรมชุดสตรีคนฉลาดและสตรีคนโง่ที่ประดับโบสถ์มหาวิหารใหญ่ๆในยุโรป ที่มหาวิหารน็อตเตรอดามกรุงปารีสและเมืองอาเมียงก็มีเช่นกัน. ยืนยันความสำคัญของบทอุปมาอุปมัยในคัมภีร์ของแม็ทธิว. ในค่านิยมขนบคริสต์ การเข้าถึงพระเยซูคริสต์ เหมือนการรวมเป็นหนึ่งเดียวในพระองค์  จึงมีแม่ชีที่ใช้นามต่อท้ายชื่อตัว ว่า de Jesus ยืนยันว่าตนเป็นสมบัติของพระองค์ (พระเจ้าสร้างคน โดยปริยายคนจึงเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์).
ลองดูตัวอย่างด้านจิตรกรรมบ้าง ดังนี้
จิตรกรรมของ Francken, Hieronymus the Younger เสนอภาพเชิงเปรียบของสตรีคนฉลาดกับคนโง่ (ภาพราวปี 1616) จาก commons.wikimedia.org [public domain].
สตรีห้านางทางซ้าย ใช้เวลาบันเทิงเริงรมณ์ กิน ดื่ม เล่นดนตรี เล่มไพ่ หรือหลับใหล, ส่วนสตรีอีกห้าคนด้านขวา อ่านหนังสือธรรม สวดภาวนา เห็นตะเกียงที่พื้นจุดสว่างไว้. คนที่สวมชุดสีดำๆ กำลังเติมน้ำมันลงตะเกียง. ทั้งหมดตื่นและรู้ตัวตลอดเวลา. เหนือขึ้นไปตรงกลางภาพบนเนิน ในท้องฟ้า(สวรรค์) มีอาคารทรงกลม แสงสว่างเรืองรอง แนะว่าอาจเป็นทางเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า.
ภาพนี้ของ William Blake (1826) สตรีโง่ห้าคนกำลังโวยวายที่ขอน้ำมันตะเกียงจากสตรีผู้ฉลาดห้าคนไม่ได้  เครดิตภาพ 

เกร็ดเล็กน้อย เรื่องสตรีคนฉลาดและคนโง่  รู้ไว้ใช่ว่า 
ช่วยให้เข้าใจศิลปะตะวันตกมากขึ้น
บางคนอาจได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้...
น่าคิดว่า ทำไมต้องเป็นผู้หญิง ผู้ชายฉลาดและโง่ก็มี
คิดต่อไปให้ถ้วนถี่ คุณธรรมทั้งหลายในพจนานุกรมภาษาที่พัฒนาจากภาษาละติน (Romance languages) ทั้งหมดเป็นคำเพศหญิง. สรุปได้เลยว่า ในเชิงวัฒนธรรม ผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิด ปลูกฝังและสืบทอดคุณธรรม. ผู้ชายต้องรับใช้คุณธรรม เพื่อยกระดับตัวเอง.  

โชติรส รายงาน
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓.