Saturday, January 25, 2020

Eating manners

มารยาทการกิน 
ทุกคนคงยังจำได้ว่า เด็กๆถูกเอ็ดถูกสอนกิริยามารยาทเวลากิน เช่น นั่งตัวตรงๆ, ไม่ท้าวแขน, ไม่กางข้อศอกบนโต๊ะ, ค่อยๆกิน, อย่ากินเร็วเกินไป, อย่ารีบกลืน, อย่าอม, เคี้ยว, จิบน้ำ, หยุดเล่นกับช้อน, กินทีละชิ้น, จับช้อนให้ถูก, กินให้หมด, อย่าพูดเมื่อมีอาหารเต็มปาก, อย่าเคี้ยวเสียงดัง, เช็ดปากก่อน เป็นต้น
      ยามนั้น ทุกคนคงนึกเบื่อหน่ายที่ถูกจ้ำจี้จ้ำไช. มาคิดดูในตอนนี้ ยิ่งเมื่อได้เลี้ยงลูกและหลาน ยิ่งตระหนักว่า การสอนให้กินอย่างเรียบร้อยและกินดีๆนั้น ผู้สอนต้องมีความอดทนเพียงใด. กวีฝรั่งเศส Jean Cocteau, 1889-1963, ในงานเขียนชื่อ Petite Lettre à la dérive กล่าวว่า เรา(แต่ละคน)ใช้เวลานานมาก กว่าจะเข้าใจว่า อาหารมื้อเย็น (le dîner ที่รวมทุกสมาชิกในครอบครัว และโดยเฉพาะเมื่อมีเพื่อนฝูงหรือญาติผู้ใหญ่มาร่วมรับประทานด้วยกันแล้ว) หากเด็กๆกินอย่างเรียบร้อย ประพฤติตัวถูกต้องที่โต๊ะอาหาร ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่งดงามทีเดียว (un dîner peut être un véritable chef-d’oeuvre). หากเด็กงอแง ไม่กิน คว่ำจาน ทำอะไรเลอะเทอะ พ่อแม่หน้าเสียเพราะเสียหน้า คนอื่นๆที่ร่วมโต๊ะ คงกินไม่อร่อยแน่นอน. เราเข้าใจแล้วว่า มันเป็นการเรียนการสอนระยะยาว กว่าที่เด็กแต่ละคนจะเติบโตและกินเรียบร้อย.
1. ตาวาว (แสดงความสนใจผู้ร่วมโต๊ะ)
2. เสียงราบเรียบ สม่ำเสมอ
3. มือสะอาด
4. ข้อมือผ่อนคลาย วางบนโต๊ะ
5. ผ้าเช็ดปากพาดบนเข่า
6. หลังตรง
7. ศอกติดลำตัว
8. นั่งชิดติดพนักเก้าอี้
      เมื่อเทียบกับกระบวนการกินในบ้านเรา ที่มีอาหารทุกอย่างรวมกันบนโต๊ะ กินไปด้วยกัน แบ่งปันกัน มีช้อนส้อมคนละคู่ และช้อนกลางในแต่ละจานอาหาร การกินมีกฎระเบียบน้อยกว่า แต่มีจิตสำนึกที่คอยควบคุมมารยาทในการกินและความอยากของแต่ละคน ที่อาจมากกว่าการกินแบบตะวันตก เมื่อต่างคนมีอาหารส่วนตัวอยู่ในจานตรงหน้า. ว่าไปแล้ว การกินแบบไทย จีน เกาหลี เวียตนาม พม่า เขมร ลาว เป็นบทเรียนฝึกจิตสำนึกที่ยากทีเดียว เพราะตัวเองเป็นผู้บัญชากิริยามารยาทของตัวเอง (ยกเว้นในวัยเด็กที่พ่อแม่คอยเตือนคอยสอน). เช่นเมื่อมีปลาหนึ่งตัวสำหรับทั้งครอบครัว ใครจะกินส่วนไหน ใครยอมให้ใครกินส่วนดีที่สุดฯลฯ. กรณีในครอบครัว ยังมีความรัก, ลำดับความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้น้อยยอมแก่ผู้ใหญ่. แต่ในหมู่เพื่อนฝูง แต่ละคนมาจากพื้นฐานการอบรมในครอบครัวต่างกัน หรือความคุ้นชินจากการเป็นผู้กินตามใจตัวเองโดยไม่เคยนึกถึงคนอื่น เช่นกรณีของผู้เป็นลูกคนเดียวในครอบครัว หรือกรณีที่มีผู้ตักอาหารส่วนที่ดีที่สุดให้เสมอ. ความคุ้นชิน ทำให้ไม่นึกถึงการแบ่งปันสิ่งดีๆแก่คนอื่น เพราะไม่มีใครสอน หรือถูกเลี้ยงดูมาอย่างนั้น. เช่นนี้ วิธีการกินร่วมโต๊ะกับคนอื่นๆ เป็นข้อมูลบ่งบอกการเลี้ยงดูของพ่อแม่, การศึกษาที่ผ่านมาในชีวิต, ตำแหน่งหน้าที่การงานของแต่ละคน. 
      ในตะวันตก วิธีกินเกี่ยวไปถึงประเภทอาหาร ลำดับของการเสริฟอาหาร, มีการเปลี่ยนจาน เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอาหารแต่ละจาน. การรู้จักใช้อุปกรณ์การกินหลายชนิดรวมทั้งแก้วน้ำดื่มฯลฯ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกต้องเรียนจากประสบการณ์ตรง. มารยาทการกิน จึงเป็นสิ่งที่ครอบครัวปลูกฝังและอบรมมาอย่างไม่ลดละตั้งแต่เกิด และเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นๆตามวัย ตามตำแหน่งหน้าที่ในสังคม.
ยุคกลางในยุโรป อุปกรณ์การกินชนิดเดียวที่มีบนโต๊ะ คือมีด ที่ใช้ตัด หั่น เฉือน อาหารทุกอย่าง. ดังจิตรกรรมน้อยที่เห็นนี้ อาหารหลักบนโต๊ะ (ประเภทกินด่วนกินเดี่ยว) คือขนมปัง ชิ้นเนื้อ และเหล้าไวน์ เป็นสามสิ่งพื้นฐานของอาหารของชนชั้นผู้ดี คหบดี. กินด้วยมือ มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล. (ยุคเดียวกัน จีนใช้ตะเกียบแล้ว). ยังไม่มีจานส่วนตัวใช้.
      ในยุคโบราณเมื่อหมื่นๆปีก่อนคริสตกาล มีดเป็นอุปกรณ์แรกของมนุษย์ อุปกรณ์แบบแรกสุดที่ทำหน้าที่ของมีด คือก้อนหินที่มีด้านแหลมคม (ผ่านการฝนให้แหลมและคม หรือคมตามธรรมชาติ) ที่ใช้ตัด แยกอาหาร(เช่นสัตว์ที่ล่ามาได้ทั้งตัว)ให้เป็นส่วนๆเล็กลง. เมื่อมีการค้นพบโลหะ ในยุคบร้อนซ์ (3000BC.-400AD.) ตามด้วยยุคเหล็ก (400AD-1000AD.) มีด (อาวุธและวัตถุต่างๆ) เริ่มทำด้วยบร็อนซ์ ทองแดง เหล็ก, ตามด้วยโลหะมีค่าราคาแพงเช่นเงิน ทอง แล้วก็มีงาช้างฯลฯ, สเตนเลซสตีล(ในทศวรรษที่ 1920) และปลาสติกในศตวรรษที่ 20.
เครดิตภาพ : BNF-Expositions.fr
ภาพนี้จากปี 1540 ในครอบครัวเยอรมัน ยังคงมีมีดเท่านั้น มีจานเปลใหญ่. ก่อนที่จะมีจานใช้สำหรับแต่ละคน ชาวยุโรปเฉือนปังชิ้นหนาใหญ่มาวางอาหารที่ตนจะกิน เช่นชิ้นเนื้อ กินไปกับปัง หรือไม่ก็ได้ หรือฉีกปังเป็นชิ้นเล็กๆ จุ่มลงในซุปข้นหรือน้ำซอสชนิดต่างๆ แล้วกิน. สมัยนี้ชาวตะวันตก ยังใช้ปังเช็ดน้ำซอสที่เหลือในจาน แล้วเอาเข้าปาก (แบบเช็ดจานจนสะอาดเลย). ในโรงอาหารนักศึกษาฝรั่งเศส กินกันอย่างนี้ และเราก็กินเหมือนกัน ไม่ทิ้งให้เหลือซอสแม้หยดเดียว.

      จารึกโบราณเกี่ยวกับมารยาทการกินคงมีกล่าวไว้บ้างในอารยธรรมโบราณ. นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 มีการสถาปนาหลักความประพฤติที่สุภาพและถูกต้อง ตามกติกาศาสนาในอารามนักบวช และในหมู่ชนชั้นสูงกับอภิสิทธิ์ชน. ในยุคกลางที่วิธีการกินตลอดจนอาหารที่กิน บ่งบอกชนชั้นอย่างชัดเจนและเคร่งครัด (ref. Chotiros : Food Hierarchy, PDF)  ชนชั้นสูงและกลุ่มนักบวช มีจิตสำนึกของการรู้อยู่รู้กิน รู้เรื่องอนามัยและการรู้จักกินแต่พออิ่ม(ทั้งอาหารและไวน์) ที่คริสต์ศาสนาถือว่าเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง (temperantia / La Tempérance). ในยุคนั้น ผู้ร่วมโต๊ะอาหารนั่งติดๆกันไปที่โต๊ะอาหารยาวๆ และใช้ถ้วย กระบวย ช้อนหรือผ้าเช็ดมือเช็ดปากฯลฯร่วมกัน, ไม่มีของใช้ส่วนตัว. จำต้องมีกฎและระเบียบการกินอาหารร่วมโต๊ะเดียวกัน. เมื่อใช้ถ้วยร่วมกัน ก็ระมัดระวังให้หมดคราบก่อนส่งต่อให้คนอื่น. ไม่จิ้มชิ้นเนื้อของตนลงในกระปุกเกลือที่ใช้ร่วมกับคนอื่นๆ, ไม่ส่งต่ออาหารที่กัดไปส่วนหนึ่งให้คนอื่น, ไม่หยิบชายผ้าปูโต๊ะขึ้นเช็ดน้ำมูก, ไม่กินเร็วเกินไป, ไม่กินมากเกินไป, ไม่กินเสียงดังหรือดื่มจนมึนเมาฯลฯ. เช่นนี้แต่ละคนต้องรู้จักควบคุมตนเองและเคารพผู้ร่วมโต๊ะ รู้จักมาตรการพื้นฐานต่างๆ มิฉะนั้นจะถูกประณามว่าเป็นขอทานจรจัด. เด็กๆจากตระกูลสูง ถูกสอนความประพฤติต่างๆนี้ ตั้งแต่วัยเยาว์ในครอบครัวและในโรงเรียน, ดังคำพังเพยว่า “อย่าพูดเมื่อมีอาหารเต็มปาก มันน่าเกลียดและหยาบคาย” « Ne parle point la bouche pleine / Car c'est laide chose et vilaine ».
     ต่อมาในยุคเรอแน้สซ็องซ์ อิตาลี เป็นศูนย์กลางของศิลปวิทยา ความมั่งคั่ง ความหรูหราอลังการโดยเฉพาะสาธารณรัฐเวนิส (ระหว่างศตวรรษที่ 7-18) ที่มีชื่อทางการว่า la Serenissima Repubblica di Venezia ที่รวมความเป็นเลิศในทุกทาง แน่นอนรวมทั้งความประณีตในศิลปะการปรุงอาการ การประดิษฐ์อาหาร การกิน การตกแต่งโต๊ะอาหาร ตลอดจนเครื่องใช้ในการกินอาหาร เช่นช้อนส้อมมีด ถ้วยโถโอชาม แก้วเครื่องดื่ม ถ้วยกาแฟ ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดมือเช็ดปาก, รวมกันเป็นเนรมิตศิลป์ที่จักดลใจราชสำนักทุกแห่งในยุโรป.
        ยุคนั้น อิตาลีเป็นศูนย์กลางโลก ศูนย์กลางของจริยธรรมอันประณีต. ในเรื่องอาหารการกิน ที่นั่นเขาใช้ส้อมและจานแล้ว ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11. อุปกรณ์การกินจากอิตาลี เข้าสู่ฝรั่งเศสหลายศตวรรษต่อมา แม้ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ (ศตวรรษที่ 17-18) ยังไม่ใช้กัน พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่เอง ทรงใช้มือ(กับนิ้ว)เมื่อเสวย ทั้งยังสั่งห้ามหลานๆใช้ส้อม พระองค์คิดว่านั่นเป็นวิธีกินที่ไม่แมน(และอันตราย). ส่วนจานแบ่งใช้ส่วนตัวนั้น พระเจ้าฟร็องซัวที่หนึ่งไปเห็นในอิตาลี แต่ราชสำนักฝรั่งเศสให้มีจานแบ่งใช้แต่ละคนๆนั้นในศตวรรษที่ 17 เท่านั้น. การมีถ้วยหรือแก้วสำหรับเครื่องดื่ม ใช้ส่วนตัวแต่ละคน เริ่มแพร่หลายในศตวรรษที่ 19 เท่านั้น ถึงกระนั้นสามัญชนก็ยังคงดื่มจากเหยือกเดียวกัน.
       ในปี 1486 Pic de la Mirandole ได้บันทึกไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรที่น่าทึ่งน่าชื่นชมในโลกนี้ มากกว่า คน. («On ne peut rien voir de plus admirable dans le monde que l’homme » ref.Oratio de hominis dignitate, Pic de la Mirandole, 1486. คนกลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ไม่ใช่พระเจ้าอีกต่อไป. ความคิดของเขามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อค่านิยมในสังคมยุคนั้นทุกแขนง ทั้งในศิลปะ วิทยาศาสตร์ ความคิด จิตสำนึก จริยธรรมจนถึงความประพฤติ. แน่นอน รวมถึงกิริยามารยาทในการนั่งโต๊ะอาหาร. การมาร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน ผู้ร่วมกินร่วมดื่ม ต้องแสดงตนให้ประจักษ์ว่า รู้จักใช้ชีวิตอย่างผู้ดี มีการศึกษา สุภาพอ่อนโยน มารยาทงาม ใส่ใจผู้ร่วมโต๊ะ รู้จักเคารพขนบ กฎและกติกา. คำ อัศวิน  (chevalier/knight) ที่ใช้มาตั้งแต่ยุคกลาง นอกจากเป็นผู้มีอุดมการณ์สูง มีคุณธรรมและความยุติธรรมในจิตใจ ยังต้องสะท้อนภาพลักษณ์ของคนสมบูรณ์ดังกล่าว. อีกคำที่ใช้เรียกบุคคลคุณภาพในระดับนั้น (ที่เป็นอัศวินหรือไม่ก็ได้) คือ homme courtois / courteous man (ที่ยังมีนัยของคำ court ที่โยงไปถึงระบบชนชั้น). เรื่องกิริยามารยาทในตะวันตก เน้นชนชั้นสูงและคหบดีเป็นสำคัญ.
การจัดเรียงอุปกรณ์การกินบนโต๊ะอาหารแบบตะวันตกในยุคปัจจุบัน (ชุดอาหาร 5 คอร์ส)
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โต๊ะอาหารได้กลายเป็นสัญลักษณ์และภาพลักษณ์ของความมั่งคั่ง ที่จักตรึงใจผู้ร่วมโต๊ะ.  การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการกินอาหาร เริ่มในรัชสมัยของกษัตริย์ฟร็องซัวส์ที่หนึ่ง และแพร่พัฒนาต่อมาจนถึงทุกวันนี้.  งานเลี้ยงทั้งหลายอยู่ภายในห้องที่จัดพิเศษ เกิดการแบ่งพื้นที่เป็นห้องอาหาร มีตำแหน่งที่ตั้งของโต๊ะที่ถาวร เช่นเดียวกับตำแหน่งที่วางอุปกรณ์การกินรอบๆจาน.

      ผู้ที่มีส่วนอย่างมากในการจัดระเบียบมารยาทความประพฤติที่ดี สง่างามและเรียบร้อย คือ เอร้าซมุส Erasmus (ชาวดัชต์แห่งเมืองร็อตเตอดาม(1466-1536) ผู้เป็นนักปรัชญา นักเทววิทยา นักมานุษยวิทยา และนักบวชผู้เคร่งศาสนาอีกด้วย. หลายคนชอบเจาะจงว่า เขาเป็น เจ้าชายนักมานุษยนิยมคนสำคัญแห่งยุค. ชาวยุโรปรู้จักเขาดีว่า เป็นผู้มีวาจาคมคาย ล้อแกมหยิก เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนในยุคนั้น. เขามีส่วนกระตุ้นการปฏิรูปภายในลัทธิแคทอลิกด้วย. ในราวปี 1530 เขาได้รวบรวมข้อแนะนำที่นำไปใช้ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน ในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่เรื่องความประพฤติในวัดอาราม การพบปะสังสันทน์ การแต่งกายและแน่นอนการกินอยู่. ข้อแนะนำทั้งหมด รวมกันในหนังสือที่เขาตั้งชื่อว่า De civilitate morum puerilium (A Handbook of good manners for children, จริยธรรมและมารยาทสำหรับเด็ก, พิมพ์ครั้งแรกในปี 1530) ให้ฟังดูเป็นหนังสือคู่มือสอนความประพฤติและกิริยามารยาทแก่เด็กๆ แต่ในความจริงทั้งสอน ล้อเลียนและเสียดสีความประพฤติของผู้ใหญ่ไปด้วย และกลายเป็นคู่มือของความเป็นอารยชนในยุโรป.
      ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต่างยอมรับว่า เป็นบทประพันธ์ที่ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อหา และลีลาการเขียนที่สละสลวยและชัดเจนทุกประเด็น. ผู้อ่านอาจรู้สึกเหมือนเด็กกำลังฟังคำอบรม และพลอยนึกไปด้วยว่าตัวเองมีกิริยาเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า. เช่นถูกสั่งห้ามทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้, อย่ารีบยื่นมือไปฉวยอาหารทันทีที่คนนำอาหารมาเสิร์ฟ คนจะมองว่าเป็นคนมูมมามหรือตายอดตายอยาก, อย่าเลียนิ้วมันๆ หรือเช็ดนิ้วกับเสื้อแจ๊กเก็ต จำเป็นจริงๆเช็ดกับผ้าปูโต๊ะหากไม่มีผ้าเช็ดมือ ก็ยังดีกว่า, ก่อนอาหาร ไปปัสสาวะ หรือถ้าจำเป็นก็อุจจาระเพื่อให้ท้องโล่งสบาย(พร้อมกินอย่างเอร็ดอร่อย)ฯลฯ. ดั้งเดิมหนังสือเล่มนี้ เอร้าซมุสแต่งสอน Henri de Bourgogne ตอนนั้นอายุ 11 ขวบ เขียนเป็นภาษาละตินง่ายๆ ให้รู้วิธีทำตัวในหมู่ผู้ใหญ่. แต่ทันทีที่หนังสือนี้พิมพ์ออกสู่สังคม (1530) มีผู้ติดตามอ่านจำนวนมากและในที่สุดกลายเป็นผลงานชิ้นเด่นที่สุดของเอร้าซมุส และกลายเป็นหนังสืออ้างอิงเกี่ยวกับความประพฤติและกิริยามารยาท ติดต่อกันมาหลายศตวรรษ. (สำนวน คำคมต่างๆที่โคว้ตกันมาเสมอ ส่งต่อไปต่อมาจนทุกวันนี้ในลายน์หรือในเฟสบุ๊ค มาจาก Erasmus ส่วนใหญ่)
       ถึงกระนั้น การเปลี่ยนแปลงในวิธีการกินในฝรั่งเศส (และในประเทศยุโรปอื่นๆ)  เป็นไปอย่างช้าๆ ดังตัวอย่างการใช้ส้อมกับจานที่กล่าวมาข้างต้น. อย่างไรก็ดี เป็นยุคพลิกผันในเรื่องมารยาทที่โต๊ะอาหาร. ตั้งแต่นั้น ทุกคนต้องกินอย่างเรียบร้อย รู้จักควบคุมความอยาก ถอยออกห่างจากอาหารนิดหน่อย และถอยห่างจากผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆด้วย. การสร้างนิสัยใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่าย และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงลึก, สู่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ควบคู่กับการพัฒนานิสัยของการกินอยู่ในความพอเหมาะพอควร ไม่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมการเสพรสชาติ. การกินอย่างพอเหมาะ ยังเปิดโอกาสให้เสพสุขจากอาหาร โดยไม่ถูกประณามว่าทำบาปตะกละ.
      ในบริบทแวดล้อมนี้เอง ที่เกิดศาสตร์การกินอาหาร ที่ใช้คำว่า gastronomy ที่แปลตรงตามตัวว่า ศิลปะการจัดระบบ(การย่อยใน)กระเพาะอาหาร (หมายถึงการควบคุมลมในท้องด้วย เช่นกินจนเรอ อาหารแต่ละอย่างสร้างลมในกระเพาะไม่เท่ากัน). กิริยามารยาทในการกิน เปลี่ยนทีท่าและความสัมพันธ์ของคนกับอาหารการกินและวิธีกิน, ระหว่างคนกับผู้ร่วมโต๊ะ, เสริมด้วยจิตสำนึกของความพอเหมาะพอเพียง, ในกระบวนการเช่นนี้ การเสพสุขจากการกิน จึงเป็นสิ่งที่ศาสนายอมรับได้. ปูทางสู่การสร้างสรรค์ กุยซีน (cuisine) ที่มีชื่อเสียงมากขึ้นๆในศตวรรษที่ 17-18. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เพื่อความสุขในรสชาติ ด้วยอารมณ์ที่ประณีต แทนการกินให้อิ่มให้เสร็จๆไปโดยเร็ว  ได้เปลี่ยนคำ gourmand [กูรม็อง]-คนตะกละ(ที่เป็นบาปหนัก ตามที่เอร้าซมุสประณามไว้) ไปเป็น gourmet [กูรเม] คือคนกินที่มีรสนิยมประณีตในการกิน มากพอๆที่มีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิต.
       สรุปสั้นๆคือ การศึกษาเปลี่ยนวิธีกิน จากกินเพราะอยาก เพราะความหิว สู่การเสพเพื่อลับประสาทให้ละเอียดประณีต เข้าถึงระบบนิเวศของวัตถุดิบและชื่นชมความชำนาญของพ่อครัว(แม่ครัว) ผู้เป็นนักชีวเคมีชั้นเลิศ ในบรรยากาศฉันมิตรระหว่างผู้ร่วมโต๊ะ. ทั้งหมดรวมกันเป็นออร่าของจารีตการกินอย่างมีระดับ ที่กลายเป็นศิลปะแขนงหนึ่งอย่างเต็มศักดิ์ศรี.
       ในปี 2010 ลา-กัสโทรโนมี-ฟร็องแซ้ส (la gastronomie française) ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโก เป็นมรดกวัฒนธรรมและภูมิปัญญา(ที่จับต้องไม่ได้) (intangible cultural heritage).
       จบบทนี้ด้วยคำพูดของเอร้าซมุสว่า A man is not born a man, but becomes one.  คนไม่ได้เกิดเป็นคน เขากลายเป็นคนเยี่ยงนั้น(สุภาพชน) ด้วยการศึกษา. ส่วน Jean Anthelme Brillat-Savarin (1755-1826, ชาวฝรั่งเศส) ในหนังสือ Physiologie du goût/The Physiology of taste (พิมพ์ปี 1825) กล่าวว่า สัตว์กิน คนกิน คนฉลาดเท่านั้นที่รู้จักกิน (Les animaux se repaissent; l’homme mange; l’homme d’esprit seul sait manger.)

แง่คิดจากการสังเกตการกินของหลานยาย และวิธีการเลี้ยงดูของหลานๆที่สอนลูกเขา
ในวันอาหารมื้อใหญ่ที่เป็น family reunion รวมสี่รุ่น วุ่นไม่น้อยเลย...
โชติรส รายงาน
๒๕ มกราคม ๒๕๖๓ (วันตรุษจีน ชิวอิก)

Tuesday, January 21, 2020

Get more senses

เมื่อกายมองโลกรอบด้าน
      เราคุ้นเคยกับการพูดถึงและการใช้ประสาทสัมผัสห้าทาง (หู ตา จมูก ลิ้นและกาย). ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาควบคู่กับเทคโนโลยี บอกให้รู้ว่า ยังมีประสาทรับรู้ประเภทอื่นๆที่ถูกละเลย เพราะขาดข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยัน แม้จะมีตัวอย่างชัดเจนมาก. โดยเฉพาะในหมู่สัตว์บางชนิดที่มีระบบรับรู้โลกรอบข้างระบบอื่นๆที่คนไม่มี ทำให้คนไม่อาจอธิบายได้เพราะขาดประสบการณ์ตรง.
     สัตว์หลายชนิด มีประสาทรับรู้สนามไฟฟ้า (electroperception)  เหมือนเป็นประสาทสัมผัสที่หก โดยเฉพาะในหมู่สัตว์น้ำ (เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีกว่าอากาศ) เช่นฉลามและปลาอื่นๆอีกมาก  ปลาบางชนิด(ที่เคยเห็นในหนังสารคดีที่มีแสงเรืองรอง เช่นปลาไหลไฟฟ้า) ยิ่งบอกชัดเจนว่า รับรู้สนามไฟฟ้าได้ดีมาก. ยังมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำบางชนิด ปลาโลมาพันธุ์หนึ่ง ก็มีประสาทรับรู้ไฟฟ้าเช่นกัน. ประสาทรับรู้สนามไฟฟ้านี้ มีประโยชน์อะไรหรือ?
        ความรู้ทั่วไปสอนว่า สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ (รวมคนด้วย) แผ่กระแสไฟฟ้าออกนอกตัว สร้างสนามไฟฟ้าเล็กๆ เหมือนออร่าของแต่ละคน. กระแสไฟฟ้าที่แผ่ออกจากตัว กล่าวสั้นๆคือเกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ประสาทและการทำงานของหัวใจ. สิ่งมีชีวิตเช่นสัตว์น้ำ ที่มีประสาทรับรู้สนามไฟฟ้า มีอวัยวะพิเศษจับความถี่ของกระแสไฟฟ้า ที่บอกมันว่า มีปลามีกุ้งอยู่ที่ไหน ทำให้มันว่ายไปในทิศทางของอาหารหรือเหยื่อของมันได้ และแม้ว่าเหยื่อของมันจะหลบจะแฝงตัวอย่างไรด้วยวิธีใด มันก็ไปถึงเหยื่อได้ไม่ผิดพลาด. ประสาทรับรู้ไฟฟ้านี้ เป็นตัวเจาะจงพิกัดพื้นที่อยู่ของเหยื่อ (เป็น passive electrolocalisation). สัตว์บางชนิด ส่งกระแสไฟฟ้าออกจากตัวของมันเอง แผ่เหมือนแหออกไปรอบตัว เป็นการสำรวจพื้นที่ในบริเวณนั้น (เป็น active electrolocalisation).  
        ยิ่งกว่านั้น ปลาบางชนิดที่มีไฟฟ้าอ่อนๆ ใช้กระแสไฟฟ้าโต้ตอบสื่อสารกันในหมู่ปลาสายพันธุ์เดียวกัน สัญญาณไฟแบบต่างๆ (ข้าพเจ้าคิดเดาว่าคงเป็นคลื่นแบบสั้นยาว หรือสั้นๆยาวๆ หรือสั้นยาวสั้นยาว) เป็นข้อมูลเฉพาะเจาะจงที่เข้าใจกันในหมู่ปลาพันธุ์เดียวกัน. ปลาสายพันธุ์อื่น ใช้สัญญาณไฟฟ้าทำความรู้จักกัน จับคู่กัน. น่าเสียดายว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันในกรณีของคน ว่าสร้างใยสัมพันธ์กัน จับคู่กัน ด้วยสัญญาณไฟฟ้า เพราะคน(ปกติ)ไม่มีประสาทรับรู้สนามไฟฟ้า. (แต่เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้วในหมู่โดรน รวมทั้งในหมู่หุ่นยนต์ ที่ส่งกระแสไฟฟ้าถึงกันและแบ่งปันข้อมูลแก่กัน แล้วชวนกัน มีพฤติกรรมตอบโต้และสนองกัน โดยที่ผู้สร้างมิได้จัดโปรแกรมให้ไว้เลย).  
        งานวิจัยหลังๆมา พบว่า ไฟฟ้ามีบทบาทหลักในหมู่ผึ้ง ในการผสมพันธุ์ด้วยละอองเกสรหรือการสื่อสารระหว่างกัน. รู้กันดีว่า ผึ้งเป็นแมลงสังคม อยู่กันเป็นระบบสังคมแบบหนึ่งในรวงผึ้งแต่ละรวง.  งานวิจัยเกี่ยวกับแมลงสาบ ก็ระบุว่า แมลงสาบรับรู้กระแสไฟฟ้าและรู้จักหลีกเลี่ยงสนามไฟฟ้า แต่ยังไม่มีใครชี้ชัดลงไปว่า อวัยวะส่วนไหนของผึ้ง ของแมลงสาบที่เป็นตัวรับส่งไฟฟ้า นอกจากสังเกตความสั่นสะเทือนน้อยๆของหนวดผึ้งหรือหนวดแมลงสาบ.

      ในหมู่สัตว์(บางชนิด) ยังมีประสาทรับรู้สนามแม่เหล็กอีกด้วย (เป็น magnetoreception) คือรับรู้พิกัดที่ตั้งและทิศทางของสนามแม่เหล็ก เช่นสนามแม่เหล็กโลก. ประสาทส่วนนี้เองที่ช่วยให้นกบินไปในทิศทางที่มันต้องการไป ไม่เคยหลงทาง ราวกับว่ามันมีเข็มทิศนำทาง. ให้จินตนาการว่าเมื่อนกย้ายถิ่นฐานจากขั้วโลกลงมาสู่ดินแดนที่อบอุ่นกว่า บินข้ามผืนน้ำอันไพศาล ที่ไม่มีอะไรเป็นแลนด์มาร์คให้พวกมันจดจำเลย แล้วย้ายกลับไปเมื่อฤดูหนาวสิ้นสุดลง. นกทำได้อย่างไร? มันอาศัยประสาทรับรู้สนามแม่เหล็กของมันเอง. กรณีของนกเป็นกรณีที่มีการศึกษาวิจัยเข้ม จนยืนยันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ ว่านกมีศักยภาพรับรู้สนามแม่เหล็ก.   
         นกมิได้เป็นสัตว์กลุ่มเดียว ยังมีสัตว์อื่นๆอีกมาก เช่นเต่าทะเล ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ กุ้งมังกร แมลง ค้างคาว ฯลฯ. แต่การวิจัยในสัตว์จำพวกอื่นที่กล่าวมา ยังน้อยและนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจหรือระบุได้ชัดเจนว่า ประสาทรับรู้สนามแม่เหล็กในสัตว์เหล่านี้นั้น มันมีกระบวนปฏิบัติการอย่างไร. เมื่อเทียบกัน ประสาทรับรู้สนามไฟฟ้าในสัตว์ที่กล่าวมาในตอนต้นนักวิทยาศาสตร์สามารถเจาะจงอวัยวะส่วนที่เกี่ยวข้องและทำหน้าที่ส่งหรือรับไฟฟ้าอย่างถูกต้องชัดเจนกว่าประสาทรับรู้สนามแม่เหล็ก. ประสาทรับรู้สนามแม่เหล็กในตัวคนก็เช่นกัน ยังไม่มีงานวิจัยยืนยัน แนวโน้มทั่วไปคือบอกว่าคนไม่มีประสาทพิเศษนี้. 

         ในกรณีของคน บางคนคงเคยประสบมาแล้วว่า เมื่อไปสัมผัสไฟฟ้าสถิต ขนที่แขนหรือผมตั้งชัน ที่ทำให้รู้ว่า มีกระแสไฟฟ้าในบริเวณนั้นมากกว่าปกติ.  แต่นี่ไม่เหมือนกับประสาทรับรู้สนามไฟฟ้าของสัตว์ที่เรากล่าวถึงข้างต้น. เพราะคนเห็น ได้ยิน หรือสัมผัสไฟฟ้า ด้วยประสาทห้าทางของเราตามปกติ เช่นเราเห็นฟ้าแล็บฟ้าผ่า เรารับรู้ด้วยการมองและการฟัง, เราเห็นกระแสไฟแปล็บๆจากปลั๊กไฟ ได้ยินเสียงไฟด้วย. ตัวอย่างทั้งหมดเป็นการรับรู้ของหนึ่งในห้าของประสาทสัมผัสปกติของคน. ในทำนองเดียวกัน คนเห็นทิศทางของสนามแม่เหล็กได้ ด้วยเข็มทิศ หรือเมื่อโรยเศษผงเหล็กลงบนแผ่นโลหะ เศษเหล็กเหล่านั้น รวมตัวชี้ไปในทิศทางของขั้วแม่เหล็กที่ใกล้ที่สุดหรือสนามแม่เหล็กโลก.
       เรายึดกันมานานว่า คนมีประสาทสัมผัสรับรู้โลกรอบข้างห้าทาง (ทางหู ตา จมูก ลิ้นและกาย) แต่ละประสาทรับรู้แล้วส่งข้อมูลเกี่ยวกับโลกภายนอกตัวเราในแต่ละขณะ ให้แก่สมอง. งานวิจัยใหม่ๆสรุปให้เห็นว่า แท้จริงคนมีทางรับรู้โลกภายนอกมากกว่าห้าทาง มี(อย่างน้อย) 9 ทาง สรุปสั้นๆ ดังนี้.
ประสาทที่หกของคน (thermoception) คือ ศักยภาพในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ. ผิวหนังทั้งร่างกาย จดบันทึกทั้งความร้อน ความเย็นและการเปลี่ยนอุณหภูมิแบบฉับพลัน แล้วส่งข้อมูลไปกับเซลล์ประสาท ต่อไปถึงสมอง.  (หากศักยภาพนี้เสื่อมลง เกิดปัญหาที่เรียกว่า ciliopathy ที่อาจส่งผลกระทบต่อไปยังระบบทำงานอื่นๆของร่างกายเช่น ทำให้ตาบอด, หูหนวก, ระบบทางเดินหายใจอักเสบ ฯลฯ)

ประสาทที่เจ็ด (nociception) คือ การรับรู้ความเจ็บปวด เป็นระบบเซลล์ประสาทที่ตอบรับสิ่งที่มากระทบร่างกาย ที่อาจทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย. นักวิทยาศาสตร์แบ่งความเจ็บปวดออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ 
๑. ความเจ็บทางกาย ที่เกิดจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย ด้วยปัจจัยสารพัดชนิด (nociceptive pain) เป็นความเจ็บทางกายที่ทุกคนเคยประสบหรือคุ้นเคย เช่นถูกยุงกัด โดนน้ำร้อนลวก ถูกไฟจี้  นิ้วบวมระบมเพราะไปชนขาเตียง คลื่นไส้อาเจียน เนื้องอก ข้ออักเสบฯลฯ  ความเจ็บตัวประเภทนี้ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ท่าทางการยืนการนั่ง น้ำหนักตัวเป็นต้น. 
๒. ความเจ็บในระบบเซลล์ประสาท (neuronpathic pain) ส่วนกลางหรือประสาทส่วนนอก เกิดจากสาเหตุหลากหลายชนิดเช่นจากการติดเชื้อ บาดเจ็บ.  ความเจ็บที่เกิดในระบบประสาทรักษายากกว่า ไม่หายสนิททีเดียว.
        อีกประการหนึ่ง เมื่อเจ็บกาย ก็อาจส่งผลไปกระทบระบบประสาท สร้างวิกฤติการณ์ในระบบประสาทได้.  ความเจ็บปวดทั้งสองชนิด จึงอาจเกิดขึ้นได้ด้วยกัน หรือซ้อนกัน. ยังมีความเจ็บประเภทอื่นๆที่จัดเข้าในสองประเภทที่กล่าวมาไม่ได้ เช่นซินโดรม (syndrome) หรือการทำงานผิดปกติ (dysfunction) ของอวัยวะใด. ความเจ็บผิดปกติของคน มีหลายชนิดที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ทางคลีนิค. 
      ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ มันขึ้นในสมองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดแบบใด. ฟังดูพิกล แต่เป็นความจริงทางคลีนิค. สมองมีระบบจัดการ อะไรต้องเกิดก่อน อะไรตามมาทีหลัง ที่แต่ละคนไม่อาจรู้ได้. เช่นหากระบบประสาทถูกกระทบกระเทือน สมองได้ข้อมูลที่ไม่ดี ความเจ็บแย่ลง, หรือเมื่อระบบประสาทประพฤติตัวผิดปกติ ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น และทำให้เกิดความเจ็บปวดแบบใหม่ตามมา(เหมือนจะถ่วงอำนาจกัน).

ประสาทที่แปด (equilibrioception หรือ sense of balance). ส่วนของสมองที่อยู่ด้านหลัง เรียกว่า เซเลเบลลุม-cellebellum ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว การประสานกันของกล้ามเนื้อ เช่น การเดิน. ทำหน้าที่รักษาอิริยาบถและความสมดุลของร่างกาย (ไม่หกล้มเมื่อยืนหรือเคลื่อนไหว). อวัยวะที่ควบคุมการทรงตัวที่จำเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในหูชั้นใน (inner ear). โดยทั่วไป หูชั้นใน ตาและระบบประสาท ร่วมกันทำหน้าที่รักษาการทรงตัว. หากอวัยวะสองในสามนี้ เสียไป คนจะหกล้มหกลุก เสียการทรงตัว.

และประสาทที่เก้า (proprioception) คือ การรับรู้ตำแหน่งส่วนต่างๆของร่างกายในแต่ละขณะ(แม้หลับตา) เช่นรู้ว่ากำลังยกมือขึ้น หรือรู้ว่าพื้นที่ยืนอยู่เป็นอย่างไร ราบ ขรุขระ โดยไม่ต้องมองพื้นนั้น. นั่นคือคนมีศักยภาพในการจับสิ่งที่มากระทบร่างกายที่เจาะจงตำแหน่งที่นั่งหรือยืนอยู่ ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว. แม้คนตาบอด ก็มีศักยภาพในการรับรู้อิริยาบถของร่างกาย รู้ว่าเขายกมือขึ้น, ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลัง.

        นอกจากประสาทรับรู้เก้าทางที่กล่าวมา ร่างกายยังรับรู้จากทางเล็กทางน้อยอื่นๆอีก แต่ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับการรับรู้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กที่เรากล่าวถึงในตอนต้นบทเขียนนี้. ดังนั้นความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยเกี่ยวกับประสาทรับรู้สนามไฟฟ้าและประสาทรับรู้สนามแม่เหล็กของสัตว์หลายประเภท (เช่นฉลามหัวฆ้อน ค้างคาว) จึงยังคงมีอะไรลึกลับที่คนเข้าไม่ถึงเพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์แบบเดียวกัน, เหมือนเราพยายามอธิบายสีต่างๆแก่คนตาบอด.  เรารู้เพียงว่า ประสาทพิเศษของสัตว์ ช่วยให้มันหาเหยื่อ(อาหารของมัน) หาพิกัดพื้นที่เป็นต้น. กระบวนการอธิบายด้วยเทคโนโลยีแบบใดก็ตาม อาจทำให้เราเข้าใจ แต่ไม่ทำให้เราเข้าถึงประสาทสัมผัสของฉลามหัวค้อน หรือรู้จิตรู้ใจของฉลามหัวค้อนด้วยเลือดเนื้อของเราเองได้เลย หรือหยั่งความรู้สึกของค้างคาวที่รับรู้สีต่างๆด้วยเสียง (มิใช่ด้วยการมอง) เป็นต้น. เช่นนี้ความเข้าใจในเรื่องที่อยู่นอกประสาทการรับรู้ของคน จึงไม่เต็มร้อยแน่นอน. อย่าว่าแต่สัตว์เลย เราเองยังไม่อาจเข้าถึงจิตใจของคนด้วยกัน ที่มีประสาทรับรู้ทุกอย่างเหมือนกับเรา หรือเรายืนยันได้ว่าโลกที่เรารับรู้กับโลกที่คนอื่นรับรู้นั้น เหมือนกัน, หรือเมื่อฉันและเธอเห็นสีฟ้า เราสองคนรับรู้สีฟ้าด้วยวิธีเดียวกันหรือ.  มันกลายเป็นปัญหาเชิงปรัชญามากกว่าปัญหาวิทยาศาสตร์. 
          เมื่อรู้ว่า เรามีประสาทอื่นๆรับรู้โลกภายนอกและโลกภายในของเราได้ ก็เท่ากับมีโอกาสลับประสาทเหล่านั้นให้คมกริบและมีสมรรถภาพมากขึ้นด้วย.
          เหนือกว่าการรับรู้โลกด้วยประสาททั้งห้าหรือทั้งเก้าชนิดที่เล่ามาสั้นๆข้างต้น ที่มี “กาย” เป็นเครื่องมือ  คน(อาจรวมสิ่งมีชีวิตทุกประเภทด้วย) สามารถรับรู้แทบทุกอย่างด้วยวิญญาณ (หรือ พลังจิต) นั่นคือไม่ต้องผ่านตัวกลางที่เป็นร่างกาย. การทำฌาณสมาบัติที่พราหมณ์ นักบวชหรือนักพรต ปฏิบัติสืบทอดกันมาจากโบราณกาลเช่นในหลายลัทธิของอินเดีย (พระพุทธองค์ก็ได้ศึกษาจากสำนักพราหมณ์เกือบทุกสำนักมาแล้ว) ได้เป็นฐานความรู้ที่โลกตะวันตกและโดยเฉพาะในวงการแพทย์แขนงประสาทวิทยา จิตวิทยา จิตวิเคราะห์ กลุ่มวิสัญญีแพทย์ กลุ่มแพทย์บริบาลคนป่วยในระยะสุดท้ายเป็นต้น นำไปพินิจพิจารณา วิเคราะห์ วิจัยเจาะลึกและต่อยอดออกไปมากขึ้นๆในปัจจุบันนี้. (โอกาสหน้าจะนำตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟัง).   
โชติรส รายงาน
๒๑ มกราคม ๒๕๖๓.
--------------------------------------
เอกสารข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับประสาทรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และ ciliopathy ดูเว็บเพจต่อไปนี้ 

Saturday, January 18, 2020

Chestnut Tree

ใต้ร่มเกาลัด 
ช่วงวันเด็ก ได้ฟังเพลงเด็กๆเพลงหนึ่ง ชื่อ Under the spreading chestnut tree เพลงน่ารักดี ใจความสั้นกระทัดรัด เด็กจำง่าย ผู้ใหญ่จำดี  
Under the spreading chestnut tree,
There we sit, both you and me.
Oh, how happy we will be!
ดูภาพการ์ตูนนี้ก่อนนะคะ  เครดิตของวีดีโอคือ Little Fox

เนื้อเพลงง่ายๆไร้เดียงสาของเด็กสองคนที่ถูกจริตกัน พบกัน มิตรภาพเพิ่มพูน. เฉพาะประโยค Under the spreading chestnut tree เมื่อแกะรอยไป เป็นบาทเริ่มต้นในบทกวีเรื่อง The Village Blacksmith (1842)  ของ Henry Wadsworth Longfellow (1807-1882) ที่เริ่มต้นว่า >>
Under a spreading chestnut-tree
     
The village smithy stands;
The smith, a mighty man is he,
     With large and sinewy hands,…
                        …..
ติดตามไปอ่านบทกวีทั้งบทได้ที่ https://poets.org/poem/village-blacksmith
       ลองเฟลโลเป็นบุคคลวัฒนธรรมคนสำคัญคนหนึ่งของศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกา. กวีนิพนธ์ของเขาปรากฏอ้างอิง จดจำสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง สร้างเป็นค่านิยมของสังคมอเมริกันในศตวรรษที่ 19 และต่อมาในศตวรรษที่ 20.  สำนวนความคิดของเขา เป็นที่จดจำไม่เพียงในหมู่นักเรียน ศิลปิน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ นักเทศน์ ในหมู่สามัญชนชายหญิงในชีวิตประจำวัน, ยังถูกนำไปอ้างอิงถึงในงานพิธีหลายประเภท. โรงเรียน สถานที่ทางภูมิศาสตร์ ผลิตภัณฑ์สามัญอื่นๆ ตั้งตามชื่อเขาหรือชื่อตัวละคนของเขา. เขามีส่วนหนึ่งทำให้ภาษาอเมริกันรวยคำ สำนวนและภาพพจน์. หลายคนในสมัยนี้ จำได้แต่สำนวน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดั้งเดิมใครเป็นคนกล่าวไว้ ที่ใด เมื่อใด เช่น « A boy's will is the wind's will », « Ships that pass in the night »,  « Footprints on the sands of time ».
เชิญติดตามผลงานของ H.W.Longfellow ต่อไป.

ประโยค Under the spreading chestnut tree ที่แพร่หลายรู้จักกันดี ก็ยืนยันสถานะของลองเฟลโลที่เป็นไอคอนวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน. Glen Miller (1904-1944, นักดนตรี นักประพันธ์เพลงชาวอเมริกัน. เป็นหัวหน้าวงดนตรี big band ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงปี 1939-1940) นำประโยคนี้ และเนื้อหาจากบริบทชีวิตสามัญชนอเมริกันในหมู่บ้าน ของช่างตีเหล็ก-blacksmith มาแต่งเป็นเพลงขับร้อง (รวมทั้งที่มีการย่อเป็นบทกล่อมเด็กดังในคลิปเด็กข้างบนนี้) ชื่อ The Chestnut Tree ที่เริ่มด้วย ’Neath the spreading chestnut tree.
ฟังเพลงนี้ จากวงดนตรีของ Glenn Miller ในยุคปี 1939 ตามลิงค์นี้ >>
Glenn Miller And His Orchestra - The Chestnut Tree ('Neath The Spreading Chestnut Tree)
เนื้อร้องเวอชั่นสนุกสนานของหนุ่มๆสาวๆ จังหวะเพลงต้องรสนิยมของคนยุคนั้น
Underneath the spreading chestnut tree
I loved him and he loved me
There I used to sit up on his knee
'Neath the spreading chestnut tree

There beneath the boughs we used to meet
All his kisses were so sweet
All the little birdies went "tweet-tweet"
'Neath the spreading chestnut tree

I said "I love you", and there ain’t no if‘s or but’s
He said "I love you", and the blacksmith shouted "Chestnut!"

Underneath the spreading chestnut tree
There he said he’d marry me
Now you ought to see our family
'Neath the spreading chestnut tree!

There beneath the boughs we used to meet
All his kisses were so sweet
All the little birdies went "tweet-tweet"
'Neath the spreading chestnut tree

Underneath the spreading chestnut tree
There he said he’d marry me
Now you ought to see our family
'Neath the spreading chestnut tree!

“ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล”  ภาพจากเมือง Connecticut, USA
เครดิตภาพ : apsnet.org
       ต้นเกาลัดต้นใหญ่ๆ เป็นภาพคุ้นเคยในภูมิประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในสามัญสำนึกของชาวชนบท มักเป็นที่นัดพบของทุกคน ทุกเหตุการณ์ในหมู่บ้าน (ในยามอากาศดี). มีผู้สรุปว่า ในเยอรมนี โดยเฉพาะในแคว้นบาวาเรีย (ภาคใต้ของเยอรมนี) สวนเบียร์ส่วนใหญ่ตั้งในร่มไม้ของต้นเกาลัดที่ปลูกเรียงรายกันมากตามสวน ในพื้นที่เขียวทุกแห่ง. โต๊ะกับม้านั่งยาวๆ เรียงกันใต้ร่มคันมหึมาจำนวนมาก ปกป้องคนนั่งจากฝน(หรือหิมะ) รวมทั้งใบไม้. เห็นมาเป็นเช่นนั้นจริง การไปนั่งในสวนเบียร์ใต้ร่มไม้ใหญ่ในฤดูใด(ยกเว้นฤดูหนาว) เป็นอะไรที่น่าประทับ กินไส้กรอกเยอรมันกับขนมปัง ในสภาพแวดล้อมอย่างนั้น เบิกบานใจไม่น้อยเลย.  
สวนเบียร์รอบหอเจดีย์จีน Chinesischer Turm (ข้อมูลบอกว่า จัดที่นั่งสำหรับคนได้ถึง 7000 คน เมื่อต้องการ) ที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสวนอังกฤษ หรือ  Englischer Garten  กลางเมืองมิวนิค. สวนอังกฤษที่นั่น มีพื้นที่ 3.7 ตารางกิโลเมตร นับเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เนรมิตขึ้นในปี 1789. ชาวเยอรมันนั่งรวมกัน แชร์โต๊ะยาวๆต่อๆกันไปโดยไม่เคอะเขิน ดื่มเบียร์ไปคุยไปเป็นเพื่อนกันได้ทันที. เคยไปนั่งร่วมวงคนเดียวในกลุ่มคนเยอรมัน เลยร่วมวงคุยไปด้วย (ภาษาอังกฤษ) อารมณ์ดี กิริยาท่าทางสุภาพ.
เครดิตภาพ : Die besten Restaurants in Deutschland  

         ความหมายของต้นไม้นี้ในระบบสัญลักษณ์ศาสนา คือความบริสุทธิ์ การรักษาพรหมจรรย์. ให้นึกถึงลูกเกาลัดเนื้อขาวๆใต้เปลือกแข็งที่หุ้มมันไว้ อีกยังมีเปลือกชั้นนอกอีกชั้นที่เป็นเข็มๆคมแหลม. ภาพเกาลัดจึงสะท้อนในความคิดคำนึงของชาวคริสต์ยุคต้นๆที่โยงไปถึงคุณธรรมที่ศาสนาคริสต์ต้องการปลูกฝัง (การรักษาพรหมจรรย์เป็นคุณสมบัติยากยิ่งสมบัติหนึ่งที่ยกบุคคลนั้นเป็นคนเหนือคน อาจนึกเปรียบไปถึงพระแม่มารี เหล่านักพรต นักบวช แม่ชีทั้งหลายเป็นต้น).
เกาลัดที่นำมากินเป็นอาหาร เครดิตภาพ : Madeira Island News
       นอกจากความหมายนัยคุณธรรมแล้ว ผลเกาลัดเป็นอาหารทั้งของคนและของสัตว์  มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก มีวิตามิน C, B-6 และเกลือแร่เช่นแมงกานีส ทองแดง โปตัสเซียม แม็กนีเซียม. ชาวตะวันตกเอาไปประกอบอาหาร มีหลายเมนู. และนิยมทำเป็นขนมหวานกันมากกว่า เช่นเป็นเกาลัดเชื่อม ที่ยังผลต่อสุขภาพในระยะยาว แทนการกินรสธรรมชาติ. ความคุ้นเคยส่วนตัว คือ การแกะเอาเนื้อเกาลัด หุงพร้อมข้าวจนสุก หอมน่ารับประทานมาก. การหุงข้าวพร้อมเกาลัด (หรือถั่วแดงหรือธัญพืชอื่นๆนั้น) ชาวเกาหลีทำกันมาแต่โบราณ และนำไปเผยแพร่ต่อในญี่ปุ่น. ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นทำได้ “สวย” กว่า ข้าวปรุงพร้อมหญ้าสมุนไพรอื่นๆก็มีอีกหลายชนิด ที่ญี่ปุ่น ทำเป็นกล่องๆพร้อมกิน เป็นเบ็งโตะ-bento ติดตัวไปกินบนรถไฟเป็นต้น ราคาไม่เกินห้าหกร้อยเยน. เล่ากันมาว่า เด็กๆในเกาหลีช่วงฤดูหนาว ก่อกองไฟ เอาเกาลัดไปย่างไฟ แล้วแกะกินกันรอบกองไฟ. ผู้ที่เติบโตในชนบท มีความทรงจำเกี่ยวกับการย่างเกาลัดกินในฤดูหนาวเสมอ เชื่อมความอร่อยกับความรักบ้านเกิดในชนบท ที่นับวันจะไม่มีแล้ว เมื่อทุกอย่างมีขายแบบพร้อมแดกด่วนเป็นถุงเป็นซองก็อบแก็บเกาลัดแกะเปลือก เนื้อขาวๆนั้น กัดกินดิบๆก็ได้ รสธรรมชาติ หากสไลด์เป็นแว่นๆแผ่นบางๆ ผสมในสลัดก็ไม่เลว.
เกาลัดที่เรยกว่า Horse chestnut ไม่กินเป็นอาหาร
แต่สารสะกัดของเกาลัดพันธุ์นี้ มีสรรพคุณเป็นยา.
       George Orwell ได้แรงดลใจจากบทเพลงของ Glen Miller บทนี้ และนำดนตรีของ Glen Miller มาใช้ประกอบเรื่อง Nineteen Eighty-Four (1984 sic). แต่เปลี่ยนเนื้อเพลงให้เข้ากับเนื้อเรื่องในนวนิยายของเขา. ภาพยนต์ชื่อเดียวกันนี้ มีหลายเวอชั่น เวอชั่นแรกออกมาในปี 1954 เป็นภาพยนต์ทีวีในโปรแกรมของ British TV Programme และออกอากาศในสถานีโททัศน์บีบีซี (ตามลิงค์ที่ให้ไปชมได้ข้างล่างนี้). เท่าที่รู้ยังมีเวอชั่นปี 1984 (Virgin Films, 20th Century Fox) ออกมาวันที่ 10 ตุลาคม 1984 ในสหราชอาณาจักร.
          เนื้อเรื่องใน 1984 เกี่ยวกับชีวิตของข้าราชการคนเล็กๆคนหนึ่งในลอนดอนที่แตกสลายลงด้วยสงคราม และถูกปกครองด้วยระบบเผด็จการของมหารัฐผู้กุมอำนาจเต็มในมือชื่อ Oceania มีผู้บงการที่เรียกกันว่า Big Brother. เป้าหมายของออร์เวล ต้องการเตือนภัยของระบบเผด็จการ สร้างประเด็นให้คิดว่า สงครามคือสันติภาพ, เสรีภาพคือความอ่อนแอ, การไม่รู้คือกำลัง. ในเรื่องนี้ สมิธทำผิดสองประเด็น คือคิดเพื่อจัดชีวิตของตัวเอง และไปหลงรักผู้หญิงชื่อจูเลีย-Julia. ทั้งสองพบกันที่ร้านกาแฟ Chestnut Café, ไปเช่าห้องเพื่ออยู่ด้วยกัน แต่ถูกจับได้ แต่ละคนถูกนำไปทรมาน ให้เจ็บให้กลัว จนในที่สุดต้องประนามอีกฝ่าย ต่างทรยศกันในที่สุดและทำตัวตามคำสั่งของบิ๊กบราเดอร์เท่านั้น. ความรักความหวังสลายลง การมีชีวิตคือการรับใช้บราเดอร์ การทำเพื่อชาติคือความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ที่แท้จริงคือซื่อสัตย์ต่อผู้นำ ฯลฯ. 
          ออร์เวลเจาะจงตั้งชื่อร้านกาแฟในเรื่องว่า Chestnut Café. นัยจากค่านิยมและวิถีชีวิตในชนบท ถ่ายทอดลงในชื่อของร้านกาแฟ ที่สร้างความหวังว่าจักเป็นที่ผ่อนคลาย ที่พบปะสร้างสัมพันธ์ไมตรีต่อกันระหว่างคน.  แต่ความเป็นจริงในแดน Oceania ร้านกาแฟนั้น กลับไม่ใช่ที่ฟูมฟักความฝันในความสุขเพราะมีสายลับ. ไม่มีใครมีชีวิตส่วนตัว ทั้งในห้องที่บ้าน ก็มีกล้องมีจอคอยจับตามองตลอดเวลา. ตัวละครเอกของเขาชื่อ Winston Smith ก็ยังโยงไปถึงช่างตีเหล็กใน The Village Blacksmith ในบทกวีของลองเฟลโลที่กล่าวถึงในตอนต้น. แต่ทุกอย่างก็สลายลง เพราะระบบการปกครองเผด็จการใน Oceania ทำลายเอกบุคคล ฆ่าความหวัง ความจริงใจ ความรักเสียสิ้นทราก. กรณีของสมิธกับจูเลีย ไม่ใช่กรณีแรกหรือกรณีเดียว มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ตรงกับสำนวนว่า like an old chestnut tree.
          นวนิยายเรื่อง 1984 ของออร์เวลสร้างความตื่นตัวอย่างมากในสังคมยุคนั้น มีคนอ่านทั่วโลก (ถูกห้ามขายในสหรัฐฯอยู่ระยะหนึ่ง). มีผู้ศึกษาวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างละเอียดตามสถาบันต่างๆทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ. รวมทั้งวิเคราะห์ชื่อเรื่องด้วยว่าทำไมชื่อปี 1984 ออร์เวลถึงแก่กรรมในปี 1948 หลังจากเขียนเรื่องนี้จบลง. ผู้สนใจเปิดเข้าไปอ่านได้อย่างละเอียด ตัวอย่างเช่นติดตามไปอ่านใน The Guardian . คิดว่าหลายคนอาจได้อ่านมาแล้วในแผนกภาษาอังกฤษ. ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการจะนำเนื้อหาเรื่องนี้มาสาธยายในที่นี้  ต้องการเพียงพูดถึงต้นเกาลัดเท่านั้น. ส่วนบทประพันธ์เรื่อง The Village Blacksmith ของ Henry Wadsworth Longfellow ก็มีผู้วิเคราะห์ไว้หลายคน กาพย์กลอนย่อมถูกจริตส่วนตัวมากกว่าเนื้อหาในนวนิยายของออร์เวล. การเมืองที่มีบิ๊กบราเดอร์ คนไทยคุ้นกับมันมานานในระดับต่างๆ ทั้งระดับประเทศ ระดับสถาบัน ระดับองค์กร ระดับสังคมจนถึงระดับครอบครัว. เนื้อเรื่องจึงไม่ตกยุคสำหรับสังคม “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”. สำนวนที่พูดกันว่า “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ยังก้องอยู่ในหู.
          ส่วนนื้อเพลงใน1984 ที่ปรับเปลี่ยนเนื้อหาสำหรับนวนิยาย มีดังนี้  

Under the spreading chestnut tree
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล
I sold you, you sold me
 
ฉันขายเธอ เธอขายฉัน
There lie they, here lie we
ที่นั่นผู้บริหารทอดกายไร้กังวล ที่นี่เราโกหกกันและกัน
Under the Spreading Chestnut tree.
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล

I've never been alone
It's comfort to know
Leaves a chill in my bones
The written word is a lie

And our children are spies
Yet I don't want to die
Proof lies in the words that I write

But if I were to fight
Would it be worth my life
They sing whatever they choose
Only birds and proles do

Why should I not sing too?
What have I to loose?
Unless their price is you
You are the risk i will take

For every law I can break
Proves I am their mistake
Beaten and broken apart
Its science and art

But they can't break my heart
We will do whatever they ask
Staying out of their grasp
Was an impossible task

Their wrong outweighs their right
But how can I fight
When they threaten my life
Two and two equal five
In the place full of life

Under the spreading chestnut tree
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล
I sold you, you sold me
 
ฉันขายเธอ เธอขายฉัน
There lie they, here lie we
ที่นั่นผู้บริหารทอดกายไร้กังวล ที่นี่เราโกหกกันและกัน
Under the Spreading Chestnut tree.
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล

I sit and waste away
In the corner Cafe
As a song starts to play
I stare into the eyes so stern
And as the bullet enters
I will live, I have learned

Under the spreading chestnut tree
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล
I sold you, you sold me
 
ฉันขายเธอ เธอขายฉัน
There lie they, here lie we
ที่นั่นผู้บริหารทอดกายไร้กังวล ที่นี่เราโกหกกันและกัน
Under the Spreading Chestnut tree.
ใต้ต้นเกาลัดที่ทอดกิ่งไปไกล

เนื้อหาของเพลงกระจ่างชัดเจน ทำให้เข้าใจทั้งเรื่องได้ไม่ยากนัก. ท่อนที่ได้ยินซ้ำๆในภาพยนต์ คือ บทสร้อยเท่านั้น.
คลิกชมภาพยนต์เรื่อง 1984 เวอชั่นปี 1954

จบด้วยบทนี้ จากบทกวีเรื่อง My Lost Youth ของ Henry Wadsworth    Longfellow (1858)
     There are things of which I may not speak;
         There are dreams that cannot die;
     There are thoughts that make the strong heart weak,
           And bring a pallor into the cheek,
                   And a mist before the eye.
                                    And the words of that fatal song
                                               Come over me like a chill:
                            « A boy's will is the wind's will,
              And the thoughts of youth are long, long thoughts. »
  
บันทึกความชอบเรื่องเกาลัด ของโชติรส
๑๗ มกราคม ๒๕๖๓.