Friday, March 12, 2021

Fritz the magnificent

หนึ่งชีวิตช้าง เปลี่ยนค่าของคน 

วันนี้จะแนะนำให้รู้จักช้างสัญลักษณ์ของเมืองน็องต์ ชื่อ ฟริตส์ Fritz หรือเรียกกันติดปากว่า เอเลฟ็องฟริตส์ Éléphant Fritz เป็นช้างอินเดีย. อยู่กับคณะละครสัตว์อเมริกันชื่อ Barnum & Bailey. คณะละครสัตว์เจ้านี้ ได้เดินทางมาแสดงในยุโรป แวะเมืองตูร์ Tours ในฝรั่งเศสด้วย. นำช้างมาแสดงถึง 16-20 ตัว(ข้อมูลหลายแห่งให้ไว้ไม่ตรงกัน) และม้าอีก 200 ตัว. ฟริตส์เป็นช้างจ่าฝูง, ตัวมหึมาที่สุด สูง 2.9 เมตร(วัดจากจุดลำคอต่อกับลำตัว), หนักประมาณ 7 ตัน, มีงายาว 1.5 เมตร สวยเป็นพิเศษ. ปีนั้นฟริตส์มีอายุ 32 ปี. การมีคณะละครสัตว์มาตั้งแสดง สำหรับยุคนั้น เป็นเหตุการณ์สำคัญของเมืองเลยทีเดียว, คณะนี้ต้องใช้รถไฟพิเศษสี่ขบวน, รวมทั้งหมด 67 ตู้. ผู้คนติดตามข่าวของคณะละครสัตว์อย่างตื่นเต้น. เมื่อการแสดงนัดสุดท้ายสิ้นสุดลงในวันที่ 11 มิถุนายน 1902, ระหว่างเดินตามกันเป็นขบวนสัตว์ขบวนยาว ไปยังสถานีรถไฟเมืองตูร์ เพื่อต่อไปยังเมืองโซมูร์ Saumur, เอเลฟ็องฟริตส์ เกิดตกมัน อารมณ์เสีย ออกจากฝูง ทำอันตรายผู้คนและต้นไม้ข้างทาง. ผู้คนแตกตื่น. เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายมากไปกว่านั้น (เพราะฟริตส์เคยทำร้ายคนบาดเจ็บ ตายไปก็มี) เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบละครสัตว์ สั่งให้เอาฟริตส์ลงให้ได้. คนจำนวนมากช่วยกันดึงฟริตส์จนล้มคว่ำและถูกคนรุมเอาเชือกคล้องคอ ดึงรัดคอฟริตส์จนหมดลมลงไปเรื่อยๆและสิ้นใจในราวเที่ยงคืน. Bailey ผู้จัดการคณะละครสัตว์ตัดสินใจมอบศพฟริตส์ให้แก่เมืองตูร์วันเดียวกันนั้นเอง.

ฟริตส์ถูกทรมานจนตายที่เมืองตูร์. ภาพจาก Le Petit Parisien, supplément littéraire illustré du 29 juin 1902. 

การเก็บร่างของฟริตส์โดยให้ภายนอกมีลักษณะเหมือนตัวจริงทุกอย่างนั้น ทำกันที่เมืองน็องต์ Nantes. ทีมคณะแพทย์และเภสัชเฉพาะกิจเมืองน็องต์ เป็นผู้จัดการผ่าตัดร่างของฟริตส์ (La Maison Sautot de Nantes) บอกว่าใช้เวลานานมาก กว่าจะแล่หนังของฟริตส์ออกทั้งตัว, หนังหนาประมาณ 4 ซม. น้ำหนัก 600 กิโลกรัม (ก่อนฟอก) และใช้ช่างฟอกหนังทำงาน 6 คน วันละสี่ชั่วโมงตลอดหนึ่งสัปดาห์จึงแล้วเสร็จ. ร่างของฟริตส์ กลับกลายเหมือนจริงทุกอย่าง และถูกส่งลำเลียงมาทางแม่น้ำลัวร์ กลับไปที่เมืองตูร์ในวันที่ 4 พฤษภาคม 1903 ดังภาพข่าวยุคนั้น.

เมื่อทำสต๊าฟเสร็จแล้วจากเมืองน็องต์ ฟริตส์ถูกส่งลงเรือล่องมาตามแม่น้ำลัวร์ กลับมาประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์เมืองตูร์. เครดิตภาพ : G.L.T. Jacques Gabon (1857-1925), Nicolas Lafay, Tours, Public domain, via Wikimedia Commons.

ภาพถ่ายตรงของฟริตส์ ยืนโชว์เต็มตัวในตู้กระจก ในพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ เมืองตูร์. เครดิตภาพ : Etienne3734, CC BY-SA 4.0 creativecommons.org via Wikimedia Commons.

ร่างของฟริตส์ถูกจัดแสดงไว้ที่ห้องโถงชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์เมืองตูร์. ส่วนกระดูกถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และถูกไฟไหม้ทำลายหมดไปกับอาคารในเดือนมิถุนายน ปี 1940.

     เพิ่งปีที่แล้วนี่เอง วันที่ 4 ตุลาคม ปี 2020 เมืองตูร์เปลี่ยนชื่อสวน Jardin de la place Nicolas-Frumeaud ให้เป็นชื่อ จาร์แด็ง เดอ เลเลฟ็อง ฟริตส์  Jardin de l’Éléphant Fritz. สวนนี้ คือบริเวณที่ฟริตส์ถูกดึงล้มและทนทุกข์ทรมานนานกว่าสามชั่วโมงกว่าจะสิ้นใจ.

     วันที่ 4 ตุลาคม เป็นวันสัตว์โลก. ทางการฝรั่งเศส กำลังรณรงค์ต่อต้านการแสดงละครสัตว์ โดยเฉพาะการนำสัตว์ต่างถิ่นมาฝึก, มาแสดง. กระตุ้นความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่ถูกคนนำมาใช้ มากักบริเวณ ฯลฯ.

(Ref. https://www.lanouvellerepublique.fr/tours/a-tours-l-elephant-fritz-symbole-d-une-prise-de-conscience )

น็องต์ Nantes เป็นเมืองใหญ่อันดับหกของฝรั่งเศส ในแถบลุ่มแม่น้ำลัวร์  นั่งรถไฟความเร็วสูง 2 ชั่วโมง 30 นาทีจากปารีส ขับรถต่อไปสบายๆอีก 30 นาทีก็ถึงฝั่งทะเล. จึงเป็นทั้งเมืองใหญ่และเมืองริมทะเล. มีอาหารการกินหลากหลาย กับไวน์ขาวมุซกาเด Muscadet ที่ขึ้นชื่อจากถิ่นแม่น้ำลัวร์โดยเฉพาะ (เป็นไวน์รสแห้งสนิท bone-dry, มีปริมาณแอลกอฮอลอยู่ที่หรือต่ำกว่า 12.5% ปริมาตร light-bodied). หาอ่านข้อมูลการท่องเที่ยวได้ไม่ยากในอินเตอเน็ต.

      เรื่องช้างฟริตส์ กลับมีชีวิตชีวาขึ้นใหม่ที่เมืองน็องต์ เมื่อศิลปินและนักประดิษฐ์ François Delarozière (1963- ) สร้างช้างกลฟริตส์ขึ้น. หากติดตามดูงานประดิษฐ์สร้างสรรค์หุ่นกลแบบต่างๆของเขา เช่น ช้างฟริตส์ นกกะเรียน ปลาหมึกยักษ์ฯลฯ นำให้คิดถึงสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่ปรากฏเล่าไว้ในวรรณกรรมของฌูร์ แวร์น Jules Verne (1828-1905, นักเขียนฝรั่งเศส ผู้แต่งนวนิยายผจญภัย นวนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องแปดสิบวันรอบโลก, ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์, จากโลกถึงดวงจันทร์) ที่เขาติดตามอ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก บวกแรงบันดาลใจจากจินตนาการสร้างสรรค์เครื่องกลไกแบบต่างๆของเลโอนาร์โด ดา วินชี.

     F. Delarozière เป็นผู้บริหารบริษัทชื่อ ลามาชีน La Machine ที่รวมศิลปิน, นักออกแบบ, นักประดิษฐ์และช่างเทคนิค เพื่อสร้างสัตว์หุ่นยนต์ขนาดยักษ์ รวมกันเป็นแดนเนรมิตที่ไม่มีที่ใดเหมือน. โดยเฉพาะเมื่อได้ร่วมงานกับ Jean-Luc Courcoult ผู้จัดการด้านศิลป์ของบริษัทการแสดง Royal de Luxe ระหว่างปี 1991-2008, ทั้งคู่ได้ผลักขีดการสร้างสรรค์สู่การนำสัตว์หุ่นกลทั้งหลายออกแสดงบนเวทีละคร. ยังได้นำสัตว์กลทั้งหลาย ไปออกแสดงในประเทศอื่นๆในยุโรปด้วย. การเสกสรรค์ของทั้งคู่ ต่อไปถึงการแสดงสตรีทอาร์ต Street art, การแสดงละครและศิลปะ. พาผู้คนย้อนกลับไปในแดนเนรมิตสมัยก่อนยุคดิจิตอล.  

       ฟริตส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองน็องต์. ช้างกลฟริตส์สูง 12 เมตร ประมาณตึกสี่ชั้น, กว้าง 8 เมตร, ลำตัวยาวทั้งสิ้น 21 เมตร, รวมกันเป็นช้างกลที่หนักประมาณ 48.4 ตัน. เคลื่อนที่ด้วยกลไกทั้งหมด 62 เครื่อง แบบไฮดรอลิก 46 เครื่อง, แบบยางอัดลม 6 เครื่อง, และแบบก๊าซอีก 10 เครื่อง. ภายในจัดเป็นพื้นที่นั่ง ที่ยืนให้ชมวิว ชั้นบนสุดเหมือนลานเปิดโล่ง มีลูกกรงให้เกาะเพื่อยืนชมเมือง ในขณะที่ช้างเดินไปรอบเมือง ด้วยความเร็วประมาณ 1-3 กม/ชม.  จุคนแต่ละเที่ยวประมาณ 50 คน และพาเดินชมเมืองหนึ่งรอบประมาณ 45 นาที. ช้างสร้างขึ้นแบบมีที่ให้คนขับควบคุมการเดิน มีล้อเครื่องจักรแบบห้องเครื่องขนาดเล็กติดล้อประกบทั้งด้านหน้าและด้านหลังของช้าง. เท้าช้างทั้งสี่ เคลื่อนไหว เดินไปได้สมจริง. ชมภาพช้างกลสัญลักษณ์ของเมืองน็องต์ ข้างล่างนี้




อาคารที่เห็นในภาพ เป็นอาคารม้าหมุนในสวนสนุก เรียกกันที่นั่นว่า ม้าหมุนโลกสัตว์ทะเล (Carrousel des Mondes Marins) เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ รวมสัตว์น้ำชนิดต่างๆจากใต้ทะเลลึกจนถึงผิวน้ำ. ทั้งหมดสร้างให้เสมือนจริง แต่ขนาดใหญ่กว่ามากและเป็นสัตว์หุ่นกลที่เคลื่อนไหวได้.  

นักประดิษฐ์หรือศิลปินสองคนนี้ ยังร่วมมือกันสร้างสัตว์กลขนาดใหญ่ๆแบบเดียวกัน และเปิดให้ประชาชนชม รวมทั้งให้ขึ้นไปขี่บนหุ่นกลสัตว์ทั้งหลายได้ด้วย. นับเป็นของเล่นที่ไม่เหมือนที่ใด ให้คนร่วมวงรู้จักสนุกในจังหวะช้าค่อยเป็นค่อยไป ไม่เน้นเรื่องความเร็วความหวือหวาของเครื่องเล่นสมัยใหม่ตามสวนสนุกสมัยนี้. เครื่องกลขนาดยักษ์ รวมกันในบริเวณที่จัดเป็นพิเศษ เรียกว่า Les Machines de l’ Île de Nantes (ในความหมายว่า เครื่องกลไกของเกาะเมืองน็องต์). ศูนย์นี้ได้กลายเป็นศูนย์ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกลายเป็นแหล่งบันเทิงของเมืองและของผู้ไปเที่ยวเมืองน็องต์.

แดนเนรมิตในศูนย์ Les Machines de l’Île de Nantes

รายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้สร้างปัญญา ติดตามไปชมได้จากเว็บเพจข้างล่างนี้เป็นตัวอย่าง >> https://www.lanouvellerepublique.fr/tours/a-tours-l-elephant-fritz-symbole-d-une-prise-de-conscience ***https://www.lesmachines-nantes.fr/ ***https://www.iledenantes.com/***(ภาพสัตว์กลตัวยักษ์ๆอื่นๆของที่นั่น) ***https://www.google.com/search?rlz=1C1EKKP_enTH827TH827&sxsrf=ALeKk01-bEikalyT4jWOswHRTSNMkZv5vQ:1615541835421&source=univ&tbm=isch&q=fran%C3%A7ois+delarozi%C3%A8re&sa=X&ved=2ahUKEwiyzeCpuqrvAhUCzjgGHTu3B5sQiR56BAgMEAI&biw=1208&bih=585#imgrc=tVelbZOAEaqTEM 

จบรายงานเรื่องช้าง. คนมักคิดว่าชีวิตสัตว์ไร้ค่าในตัวเอง มีค่าเมื่อทำประโยชน์ให้คน, ไม่ไยดีว่า สัตว์ก็มีอารมณ์ความรู้สึก มีความรัก ความทรงจำ ความกลัวตายเหมือนคน.

เราต่างรู้จักหนังสือ The Jungle Book ของ Rudyard Kipling (1865-1936) เป็นนักประพันธ์, นักหนังสือพิมพ์, นักแต่งเรื่องสั้น, กวีชาวอังกฤษ. ได้รางวัลโนเบลปี 1907 สาขาวรรณกรรมคนแรกของอังกฤษ. เขาเกิดที่อินเดีย แหล่งบันดาลใจในงานเขียนของเขาจำนวนมาก. ผลงานของเขาน่าจะเสริมจินตนาการและความตระหนักรู้ของคนเกี่ยวกับป่าและสัตว์ป่า เช่น The Jungle Book, Just So Stories, Kim, etc. The Jungle Book แต่งขึ้นในปี 1894 ถูกนำมาทำเป็นหนังการ์ตูนวอล์ทดิสนีย์ในปี 1967 และเป็นภาพยนต์ในปี 2016. ยังมีการ์ตูนเรื่องทาร์ซาน Tarzan (หนังสือออกครั้งแรกปี 1974) ที่ดลใจ Jane Goodall (1934-) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชิมแพนซีอย่างต่อเนื่องทั้งในป่าอินเดียและแอฟริกา (โดยเฉพาะที่ประเทศ Tanzania) ติดต่อมากว่า 60 ปีในชีวิต, เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องชิมแพนซีที่ชาวโลกยกย่องและนับถือ. ผลงานของเธอสร้างแรงบันดาลใจแก่คนจำนวนมาก ที่เริ่มจับเรื่องสัตว์ขึ้นเป็นหัวข้อศึกษา ไปจนถึงการตั้งองค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าเป็นต้น.

เราต่างไม่ลืม impact จากภาพยนต์เรื่อง Born Free (1966) ที่มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของคนอย่างยิ่ง. หนังการ์ตูนและภาพยนต์ที่เกี่ยวกับสัตว์จะทะยอยออกมาหลังจากนั้น เช่น The Lion King (1994), Finding Nemo (2003) ที่ทำให้นึกถึงกัปตัน Nemo ในนวนิยายของ Jules Verne เรื่องใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ (1870), หนังการ์ตูนและต่อมาสร้างเป็นละครเพลง The Beauty and the Beast (2017) ฯลฯ เรื่องเหล่านี้มีส่วนสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับสัตว์แก่เด็กและผู้ใหญ่ในวงกว้างมากขึ้นๆ ที่สืบสานต่อไปถึงการอนุรักษ์ป่าสงวนและพันธุ์สัตว์ต่างๆด้วย.

     จบสั้นๆตรงนี้กับเพลง Born Free ขับร้องโดย Matt Monro (1966) ทำนองดนตรีของ John Barry คำร้องของ Don Black เพลงนี้ที่ใช้ประกอบภาพยนต์เรื่อง Born Free ได้รางวัลตุ๊กตาทองในฐานะเพลงยอดเยี่ยม Best Original Song

https://www.youtube.com/watch?v=ISWOrI0WaLs

Born free

As free as the wind blows
As free as the grass grows
Born free to follow your heart

Live free
And beauty surrounds you
The world still astounds you
Each time you look at a star

Stay free
Where no walls divide you
You're free as a roaring tide so there's no need to hide

Born free
And life is worth living
But only worth living
‘Cause you're born free

** Stay free
Where no walls divide you
You're free as a roaring tide so there's no need to hide

Born free
And life is worth living
But only worth living
‘Cause you're born free

ทุกชีวิตมีค่า แต่สังคมที่ขยายใหญ่ขึ้นๆ สร้างกรงขังสัตว์และคน. เราแต่ละคนยังสร้างกรงขังตัวเอง ปิดกักตัวเองในกรงของอวิชชา...

ฉันอยากมาเกิดหรือเปล่า ฉันไม่ได้เลือกมาเกิดเอง จึงไม่ได้เกิดอย่างเป็นไทแก่ตัว แต่ฉันเห็นว่า life is worth living และฉันก็ได้สัมผัสชีวิตที่เป็น a joy to live, to love, to give…

โชติรส รายงาน

๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔.

Wednesday, March 10, 2021

Ma Normandie

 นอร์ม็องดีที่ไม่ลืม

จุดยกพลขึ้นบกของกองทหารพันธมิตร นอกฝั่งแคว้นนอร์ม็องดี

แผนที่แคว้นน็อร์ม็องดี Normandie / Normandy  ชื่อนี้อาจติดหูคนรุ่นก่อนและรุ่นอายุหกสิบขึ้น เพราะเคยได้รู้เห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง. วัน D-Day (6 June 1944) เมื่อกองทหารพันธมิตรหกกองร้อย จากสหรัฐฯ 3 กองร้อย, อังกฤษ 2 กองร้อยและคานาดา 1 กองร้อย ยกพลมาขึ้นฝั่งที่แคว้นนี้ และต่อสู้จนขับไล่กองทหาร Reich เยอรมันที่เข้ายึดประเทศฝรั่งเศสในตอนนั้น ออกไป ในที่สุดเยอรมนียอมจำนน. (Ref. https://www.army.mil/d-day/history.html ) เพลง วันเผด็จศึก ยังคงอยู่ในความทรงจำของเรา จากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง The Longest Day มากกว่าจากหน้าหนังสือประวัติศาสตร์. (น่าจะเอามาฉายอีกบ่อยๆ ให้คนไทยรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไป ได้สำเหนียกถึงก้นบึ้งของจิตสำนึกว่า พวกเขาโชคดีเพียงใด ที่เกิดมาบนแดนไทยที่เป็นดั่งสวรรค์บนดิน)

ผู้สนใจตามไปอ่านและดูภาพได้จากตัวอย่างสองแหล่งนี้ :

https://www.army.mil/d-day/history.html

https://www.herodote.net/6_juin_1944-evenement-19440606.php

The Longest Day

Paul Anka, writer and singer (ออกอากาศครั้งแรกในปี 1962)

เปิดฟังเพลงและดูประมวลภาพการยกพลขึ้นบก >>

https://www.youtube.com/watch?v=hpaTwpWt8BQ

Many men came here as soldiers
Many men will pass this way
Many men will count the hours
As they live the longest day
Many men are tired and weary
Many men are here to stay
Many men won't see the sunset
When it ends the longest day
The longest day the longest day

This will be the longest day
Filled with hopes and filled with fears
Filled with blood and sweat and tears
Many men the mighty thousands
Many men to victory
Marching on right into battle
In the longest day in history

เนื้อเพลงสะเทือนใจ ผู้ประพันธ์นึกภาพหนุ่มๆจำนวนมาก (หลายคนเพิ่งเป็นทหาร) เดินทางมาขึ้นบกบนต่างแดน หัวใจตุ้มๆตั่มๆ กลัวอยู่ลึกๆ แต่ยังฮึดหวังว่า การเสียสละของพวกเขา จักช่วยให้เพื่อนพันธมิตรทวงคืนเสรีภาพจากผู้เข้ายึดครองประเทศได้. (หรือเพื่อจุดยืนที่ยิ่งใหญ่กว่า ระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย).  มองดูเลือดเนื้อของคนจำนวนมากที่ต้องตายลง สังเวยความกระหายอำนาจ ความอยุติธรรม... คนยังไม่ได้เรียนรู้จากอดีต ทหารหนุ่มๆทั้งหลายยังคงตายลง ร่วงเหมือนใบไม้ในสนามรบอีกหลายแห่งบนโลก. มันยุติธรรมกับพวกเขาหรือ ที่ having to die without having lived ?

เบื้องหน้าความทุกข์ทรมาน ความขมขื่นของเพื่อนร่วมโลก เราผิดด้วยกันทุกคน. ความขลาดทำให้เราเมินหน้าหนี ไม่สนใจ… It’s none of my business!

ไปมาน็องม็องดีหลายครั้งในหลายปี  ส่วนตัวพบอะไรที่น่าประทับใจหลายอย่าง ไปแวะเมืองชายฝั่งด้านติดช่องแคบอังกฤษ ตระเวนตามเมืองต่างๆ จากเมือง Dieppe, Fécamp, Etretat, Honfleur, Trouville, Deauville, Le Havre, Caen, Bayeux  และ Cherburg ก่อนจะตามเส้นทางสู่ตะวันตกของฝรั่งเศส แวะ Mont St-Michel, St-Malo, แล้วโลดไปยังเมืองปลายแหลมสุดตะวันตกที่เมืองเบรสต์ Brest เพื่อไปเดินบนถนนสยาม สัมผัสเมืองที่คณะทูตไทยนำโดยโกษาปานไปขึ้นฝั่งที่นั่น.

     ไปถึงนอร์ม็องดีแล้ว ก็ต้องต่อไปถึงแคว้นเบรอตาญ Bretagne (Brittany) ที่ทอดต่อไปจนถึงชายฝั่งตะวันตกที่ยื่นลงทะเล ที่ชาวฝรั่งเศสหลายคนบอกว่า เหมือนจมูกของนายพลเดอโกล ผู้เป็นชาวเบรอตง (จากแคว้นเบรอตาญ ที่อยู่ติดกับแคว้นน็องม็องดีไปทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก). คุณพ่อเดอนี Denis ที่เคยสอนภาษาฝรั่งเศสที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก็เป็นชาวเบรอตง. ครั้งหนึ่งเคยถูกลอบตีหัวที่ชายฝั่งไหนสักแห่งในเมืองไทย โชคดีที่ศีรษะไม่แตก. พ่อเดอนีบอกว่า เพราะคนเบรอตง หัวแข็งมาก.

     จากเบรสต์ Brest, ต่อไปยัง Douarnez, Quimper, Cancarneau, Lorient, แล้วขึ้นไปเมือง Rennes เพื่อกลับปารีส. เส้นทางดังกล่าวไม่ได้ไปรวดเดียว แม้แต่ละครั้งที่ไปๆเดือนกว่า ก็ไม่ครบ ต้องกลับไปหลายครั้งด้วยความผูกพัน ติดใจเมืองชายฝั่งทะเลและวิถีชีวิตคนที่นั่น. ไปยืนดูทะเลจากหน้าผาบนมุมแหลมสุด มีประภาคารสุดท้ายของแผ่นดินฝรั่งเศส และจินตนาการว่าเรืออับปางตรงช่องแคบนั้นเสมอๆ เพราะคลื่นลมแรงมากตลอดเวลา. เคยนั่งเรือข้ามช่องแคบอังกฤษจากเมือง Pas de Calais ในฝรั่งเศส ไปยังเมือง Dover บนเกาะอังกฤษ. ทะเลคลื่นลมแรง นั่นเป็นวันปกติ ยังวิงเวียนหน้ามืด, นึกถึงจำนวนเรืออับปางบนเส้นทางเดินเรือระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษในวันที่เกิดพายุ. ใครหรือจะเอาชนะทะเลได้ ?

เส้นทางแนะนำสำหรับขับรถ motor-home จากเพจ https://camperstop.com/en/blogs/motorhome-route-normandy-brittany-france

       แคว้นนอร์ม็องดี ขึ้นชื่อเรื่องเป็นแดนแอปเปิล ให้นึกว่ายามดอกแอปเปิลบาน จะขาวสะพรั่ง (สีชมพูอ่อนๆ) ไปทั่วทุ่งและเนินเขา. คนแถบนี้กินแอปเปิลทุกวัน แก้มใสแดง ผิวสวย. ทำฟาร์มเลี้ยงวัว ทำเนยแข็ง. เลี้ยงหมูหรือไก่ด้วยเป็นอาหาร (หมูไว้ทำไส้กรอกแบบต่างๆ รวมทั้งไส้กรอกเลือดหมูที่เรียกว่า บูแด็ง boudin). แอปเปิลมีจำนวนมาก จึงทำน้ำแอปเปิล น้ำสดๆ หรือหมักนิดหน่อยให้พอมีฟองเล็กๆ กลายเป็น ซี้ดร์ cidre หรือที่ออกเสียงกันว่า ไซเดอร์ คือน้ำแอปเปิลโซดา ยังมีประเภทไม่อัดแก๊ซด้วย. ดื่มชื่นใจแต่มีปริมาณแอลกอฮอลปนอยู่ด้วย (5% ของปริมาตร) ดื่มมากทำให้มึนได้. นอกจากทำน้ำแอปเปิล น้ำส้มสายชูจากแอปเปิล ยังนำไปทำเหล้ากลั่นจากแอปเปิล เรียกว่า กัลวาโดซ calvados ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบรั่นดี (ปริมาณแอลกอฮอล คือ 40% ปริมาตร) ดื่มเป็นเหล้าเจริญอาหาร หรือเหล้าช่วยย่อยอาหาร หรือเป็นค็อกเทล (on the rock). เป็นเครื่องดื่มที่ไปได้ดีกับเนยแข็ง หรือขนมหวานเช่นช็อกโกแล็ต ไอศกรีม. ที่นิยมกันทั่วไป คือดื่มกับ แคร้ป crêpe หรือขนมแผ่นบางๆกว่าแพนเค้ก ทาเนย หรือแยม พับเป็นรูปสามเหลี่ยมทรงโคนแบนๆ (กินแคร้ปกับชากาแฟก็อร่อยมาก). แคร้ปมีแบบคาวหวาน. แบบหวานคือทาแยมผลไม้ชนิดต่างๆ (ที่ชอบเป็นพิเศษ คือทาแยมเกาลัด). แบบคาว ก็เติมชี้ส cheese ขูดฝอยๆ เพิ่มแฮม หรือเบคอน เห็ด (มะเขือเทศ) ในแบบคล้ายๆกับการกินพิซซาอิตาเลียน. แต่เนื้อแคร้ปละเอียดนุ่มนวลกว่ามาก. ขนมขึ้นชื่ออีกอย่างของแดนแอปเปิล คือขนมต๊าร์ตที่อบขึ้นมาพร้อมแอปเปิลที่หั่นเป็นแว่นๆเรียงเต็ม แต่งบนหน้าแป้งสำหรับต๊าร์ต เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า ต๊าร์โตป็อม tarte aux pommes. (จบรายงานอาหารสั้นๆเท่านี้)

     ภาคตะวันตกของฝรั่งเศส ดูเหมือนจะมีชาวอังกฤษอพยพไปอยู่กันมาก เพราะใกล้เกาะอังกฤษที่สุด โดยเฉพาะเบรอตาญและนอร์ม็องดี ที่มีลูกหลานชาวอังกฤษมาตายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง. ชาวฝรั่งเศสแถบนี้ ดูเหมือนจะมีทักษะภาษาอังกฤษดีพอใช้จนดีมาก เนื่องจากการมาอยู่ของชาวอังกฤษ.   

ครั้งแรกที่ไป พบโพสต์การ์ดแผ่นนี้ กวาดตาอ่านว่าเขียนอะไร แล้วก็ตัดสินใจซื้อทันที. อ่านแล้วตื่นรู้ขึ้นมาว่า วันหนึ่งต้องกลับบ้านเกิดเมืองนอน... มารู้ทีหลังว่า เป็นเพลงพื้นบ้านของแคว้นน็องม็องดี บทประพันธ์คำร้องและทำนองของ Fréderic Bérat (1836). พบบทแปลเป็นภาษาอังกฤษของ Tony Provencher จึงนำมาเทียบให้ดู จะเห็นว่าบทฝรั่งเศสเรียบง่าย ชัดและตรงเป้ากว่ามาก.  มีหลายตอนที่ในบทอังกฤษไม่ดลใจนัก (เช่นท้องฟ้าอิตาลี ไม่เป็นสีทอง) โดยเฉพาะ ประโยคว่า The land that gave to me the light of day ประโยคฝรั่งเศส ใจความว่า เป็นประเทศที่ฉันเกิด.  ในบทอังกฤษ เขาพยายามหาคำให้ได้สัมผัสกับวรรคอื่นๆ...

Quand tout renaît à l'espérance,             When far from us the winter flies,
Et que l'hiver fuit loin de nous,                 And the world is born to hope anew,
Sous le beau ciel de notre France,           Under France’s lovely skies,
Quand le soleil revient plus doux,           When the sun returns in sweeter hue,
Quand la nature est reverdie,                  When nature ‘round us greener be,
Quand l'hirondelle est de retour,            When swallows homeward wing their way,
J'aime à revoir ma Normandie !               I love to see my Normandy,
C'est le pays qui m'a donné le jour.         The land that gave to me the light of day.

J'ai vu les champs de l'Helvétie,                Switzerland’s dales I did behold,
Et ses chalets et ses glaciers ;                    And her chalets and glaciers blue;
J'ai vu le ciel de l'Italie,                               I’ve seen Italian skies of gold,
Et Venise et ses gondoliers.                       And the gondoliers of Venice too.
En saluant chaque patrie,                          Although these lands enchanted me,
Je me disais : aucun séjour                        I knew there was no hideaway
N'est plus beau que ma Normandie !      More lovely than my Normandy,
C'est le pays qui m'a donné le jour.          The land that gave to me the light of day.

Il est un âge dans la vie,                              There comes a time, as life unfolds,
Où chaque rêve doit finir,                           That brings an end to reveries.
Un âge où l'âme recueillie                           A time when must the ransomed soul
A besoin de se souvenir.                              Revisit cherished memories.
Lorsque ma muse refroidie                        When time has chilled my muse and me,
Aura fini ses chants d'amour,                     And songs of love are sung away,
J'irai revoir ma Normandie !                       Again I’ll see my Normandy,
C'est le pays qui m'a donné le jour.          The land that gave to me the light of day.

เปิดฟังเพลงนี้ นอร์ม็องดีของผม Ma Normandie ตามลิงค์ที่ให้ เพลงทำนองนี้ คงหาฟังอีกไม่ได้แล้ว. 

Ma Normandie Paroles et musique : Frédéric Bérat (1836) >>

https://www.youtube.com/watch?v=xttQ76fD5gM

(เวอชั่น Antoine Provencher)

เพลงนี้ยังคงฝังในส่วนลึกของชาวนอร์ม็องดีรุ่นใหม่ ผู้อพยพไปอยู่ที่ปารีสหรือเมืองใหญ่อื่นๆ เพื่อไปศึกษาหรือหางานทำ แต่ไม่นานก็ย้ายกลับถิ่นฐานเดิม. พอใจที่จะอยู่กับธรรมชาติสบายใจกว่า. คนแถบนี้ จึงยังมีความผูกพันกับบ้านเกิดอยู่มาก.

ฟังเพลงจากเครื่องดนตรีขิมฝรั่งแบบหนึ่ง ทำนองเหมือนเพลงในสมัยก่อนที่มีนักดนตรีพเนจร ผู้เร่ร่อนเล่าเรื่องประกอบเพลงโน้ตสิบกว่าตัว ร้องตามตลาดในเมืองชนบท. เสียงผู้ชาย เหมือนจะแหบๆ สั่นด้วยความรู้สึกภายในหรือเปล่านะ. ดนตรีแบบนี้ คนรุ่นใหม่ไม่ฟังกัน.    

อ่านเนื้อเพลงครั้งแรกจากโพสต์การ์ดที่ซื้อ ต่อมาก็อ่านแล้วอ่านอีก ราวกับจะจารึกไว้ในหัวใจว่า จะถึงวัยหนึ่งในชีวิต เมื่อทุกฝันต้องจบลง วันหนึ่งเมื่อหัวใจบรรเลงเพลงรักจบลง จิตสงบ โล่งเบา ใสเย็นดั่งธารน้ำในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ หวนรำลึกถึงสถานที่ต่างๆที่ได้ไปมา ย้อนเห็นสีสันของกาลเวลาผ่านเลนส์แว่นตา... ยามนั้น ฉันจะกลับบ้าน สู่แผ่นดินเกิด ให้ร่างเป็นปุ๋ยบำรุงแผ่นดินแม่ต่อไป.

โชติรส รายงาน

๑๐ มีนาคม ๒๕๖๔.