Saturday, September 21, 2019

The wonder that is Evelyn Glennie

บทเรียนจากนักดนตรีหูหนวก คุณหญิง เอฟลีน เกล็นนี
       เมื่อฉันอายุแปดขวบ หูฉันเริ่มฟังอะไรไม่ได้ยิน เมื่อฉันอายุสิบสอง โสตแพทย์วินิจฉัยว่า ฉันเป็นคนหูหนวกสนิท. ตอนนั้น ฉันไม่ตระหนักนักว่า เรื่องหูจะเปลี่ยนชีวิตฉันได้อย่างมหันต์.
       ฉันยืนกรานจะเข้าเรียนตามระบบการศึกษาสำหรับเด็กทั่วไปในสหราชอาณาจักร และไม่ยอมไปโรงเรียนสอนคนหูหนวกโดยเฉพาะ. ตอนนั้น ฉันเริ่มเรียนเปียโน แล้วจึงต่อไปเรียนการตีกลอง.  ฉันจำได้ว่า วันแรก ครูให้กลองฉันหนึ่งใบ บอกให้ฉันเอากลับบ้าน แล้วไปพบครูสัปดาห์ต่อไป. (มันเป็นกลองที่ด้านข้างขึงด้วยเชือกเกลียวหรือสายลวด ที่เรียกว่า snare drum). ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไรกับกลอง  ฉันเติบโตมากับเพลงพื้นเมืองของชาวสก็อต และฉันก็รู้ว่าดนตรีมีพลังและส่งผลกระทบต่อคน. ฉันวางกลองใบนั้นบนเตียงนอน กำมือทุบลงไปที่ผิวหน้า แล้วก็ลองเคาะ กำหมัดชกมัน ขูดหน้ากลอง เกามันเป็นต้น. ต่อมาเมื่อฉันเอากลองไปวางในที่ต่างๆ เช่น บนโต๊ะในครัว บนสนาม บนมัดฟาง เสียงกลองสะท้อนต่างกัน. ฉันได้สัมผัสความแตกต่างนั้น. เสียงที่ฉันได้ยิน บางครั้งเหมือนเสียงสำลัก บางครั้งเป็นเสียงเปิดและก้อง บางครั้งเสียงบางๆ บางครั้งเสียงท้วมๆ. ร่างกายฉันได้สัมผัสความแตกต่างของการสั่นในความถี่ระดับต่างๆกัน.
        คนไม่เคยหยุดสำรวจความสลับซับซ้อนของระบบประสาทและกลไกของอวัยวะของร่างกาย. ทุกวัน เราค้นพบกระบวนการของชีวิตที่ธำรงการอยู่รอดของเราในสภาวะการณ์ที่เอื้ออำนวยและในสภาวะการณ์ที่หฤโหดแบบต่างๆ. ในฐานะผู้ที่พิการทางการฟัง ฉันยืนยันและเป็นพยานได้เลยว่า ประสาทสัมผัสของเราประกอบด้วยประสาทสัมผัสย่อยๆอีกหลายชั้นหลายระดับ.
       โดยทั่วไป เมื่อเห็นเป็นเด็กหูหนวก ทุกคนก็อนุมานว่าหูพิการสนิท.  Ron Forbes ครูกลองของฉัน ไม่สนใจไต่ถามรายละเอียดของสภาพหูหนวกของฉัน เพื่อมิให้มันส่งอิทธิพลต่อวิธีสอนดนตรีของเขา. ฉันจึงเรียนการฟังเสียง ให้เสียงผ่านไปตามร่างกายของฉันแทนการฟังผ่านหู. ฉันฟังด้วยมือ แขน โหนกแก้ม หนังศีรษะ ท้อง อก ขาเป็นต้น. ด้วยวิธีการนี้ ฉันเกิดความมั่นใจมากขึ้นๆ จนเพียงพอที่จะเลิกใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง.  มันทำให้ฉันสัมผัสเสียงใสกว่า เปิดโลกของเสียง ที่ใหม่สำหรับฉัน. ครูกลองของฉัน ได้ฝึกให้ฉันพัฒนาความละเอียดในการจับเสียงสั่นในความถี่ต่างๆ.  
         มันช่างมหัศจรรย์ เมื่อฉันเปิดร่างกายของฉันออกรับเสียง แผ่ฝ่ามือออกกว้าง ฉันรับคลื่นความถี่ต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นความสั่นสะเทือนเล็กๆน้อยๆเพียงใด ฉันรับรู้ได้หมด. ฉันกางมือไปแตะผนังกำแพงห้องดนตรี และฉันฟังดนตรีพร้อมๆกับมือฉัน ฟังเสียงจากเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ และเชื่อมโยงกับส่วนของร่างกายที่รู้สึกเสียงนั้น. ขาและเท้าของฉันจับเสียงต่ำๆเป็นส่วนใหญ่  หน้า, คอและอกเป็นส่วนรับรู้เสียงสูงๆ. และเมื่อฉันตั้งสติไปจับความรู้สึกของร่างกายฉัน ฉันได้สัมผัสโครงสร้าง พลังมากน้อยของเสียงและเนื้ออารมณ์ของโน้ตตัวต่างๆ.  ระดับเสียงที่แตกต่างกัน(แม้เพียงเล็กน้อย) จากกลองใหญ่ กลองเล็กหรือกลองขนาดใด ให้เสียงให้สีต่างกัน. นั่นเป็นกุญแจไขความลับสุดยอดที่ฉันเข้าใจตั้งแต่นั้น  ฉันอยากร้องตะโกนสุดเสียงว่า ยูเรก้า (Eureka!).  ตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา ฉันรู้ว่าฉันจะสร้าง ประสมประสานเสียงของฉันเองได้ จากประสบการณ์ล้วนๆของร่างกายฉันเองและจากตัวตนของฉัน (เธอเป็นนักประพันธ์ดนตรีด้วยในที่สุด).  ฉันคิดว่า แต่ละคนมีเสียงเป็นสีเล็กๆส่วนตัว ที่สร้างบุคลิกภาพเฉพาะคน อุปนิสัยและความสนใจของแต่ละคน. แต่ละคนจึงมีเสียงเฉพาะ ที่เป็นสีเฉพาะของเขาด้วย.
           ทักษะด้านการรับรู้เสียงของฉัน พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฉันอาจหยิบก้อนหินสักก้อน กิ่งไม้หรืออะไรก็ได้ แล้วเล่นกับวัตถุนั้น หากฉันสัมผัสเสียงน่าสนใจแบบใดขึ้นมา ฉันชอบใจมาก. ในแง่นี้ ฉันเชื่อว่า นักดนตรี percussionist  มีวิญญาณของเด็กแฝงอยู่ในตัวเสมอ. นักดนตรีประเภทนี้ มักคิดนอกกรอบ และชอบสรรหาวัสดุอื่นๆเพื่อหาเสียงใหม่เสียงอื่นต่อไป. ฉันเคยเคาะเสียงเครื่องใช้ในครัว และได้สัมผัสคุณภาพเสียงแบบต่างๆจากหม้อไหจานชาม ที่ทำจากโลหะ แก้ว เซรามิค ไม้เป็นต้น. ในที่สุด เครื่องใช้ในครัว กลายเป็นเครื่องดนตรีของฉันด้วย. 
 
ห้องเครื่องดนตรีทั้งหลายของ Evelyn Glennie ที่บ้าน
ภาพจาก theguardian.com
ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัว อีกมุมหนึ่งในห้องดนตรีที่บ้าน 
      นอกจากการได้ยินเสียงและการรับรู้ความสั่น ยังมีปัจจัยอีกหนึ่งที่สำคัญมากพอๆกัน คือ การมองเห็น. ทุกคนเห็นวัตถุเคลื่อนไหวและสั่นสะเทือนได้ด้วยตาเปล่า. ในทำนองเดียวกัน ฉันเห็นหน้ากลอง (drumhead) หรือ ซิมบัล (cymbals เครื่องดนตรีประเภทฉิ่งฉาบ) สั่นสะเทือน เหมือนเห็นใบไม้บนต้นไม้หนึ่ง สั่นไหวในสายลม. เมื่อตาเห็น สมองสร้างเสียงที่สอดคล้องกับความสั่นอย่างอัตโนมัติ.  สิ่งเดียวที่ฉันทำ คือฟัง. คนหูดีก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าคนหูหนวกในเรื่องที่สมองสร้างเป็นภาพเสียงด้วยกลไกอัตโนมัติอย่างไร ซับซ้อนเพียงใด  สิ่งเดียวที่ทุกคนทำได้ คือ ฟัง.  
         ใครจะยืนยันได้ว่า เมื่อคนหูปกติสองคน ฟังเสียงหนึ่งเสียงเดียวกัน เขาได้ยินเสียงนั้น เหมือนกันทุกประการจริงๆ.  ฉันเองคิดว่า การได้ยินของแต่ละคน แตกต่างกัน. แต่ละคนมีกระบวนการรับรู้เสียงเฉพาะตัวที่น่าจะไม่เหมือนกัน. ในกรณีของฉัน หากไม่มีเสียงแทรกซ้อนอื่นๆ ฉันได้ยินเสียงคนพูด แต่ไม่เข้าใจความหมาย ฉันต้องอ่านริมฝีปากของคนพูดด้วย.  กรณีของฉัน ปริมาตรความดังของเสียงลดลง แต่ที่สำคัญกว่าความดังคือคุณภาพเสียงที่แย่มาก เช่นเสียงกริ่งโทรศัพท์ ฉันได้ยินเป็นเสียงแคร็กๆ. แต่การตระหนักรู้ด้านอะคูสติกส์ในคอนเสิร์ทนั้น ฉันสัมผัสรับรู้ได้เต็มร้อย (ในการแสดงดนตรีของเธอ เธอไม่สวมรองเท้าบนเวที เพื่อให้เท้าสัมผัสเสียงสั่น).
เครื่องดนตรีของ Evelyn Glennie พร้อมสำหรับการแสดง
ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัว  
        คนทั่วไปเข้าใจสภาพหูหนวกเพียงผิวเผิน และคิดว่า คนหูหนวกอยู่ในโลกที่เงียบสนิท. นั่นไม่จริงเลย เป็นความคิดผิดๆที่ฉันพยายามจะเปลี่ยน. การฟังกับการได้ยิน แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบพิเศษแบบหนึ่งของการสัมผัส. เสียงคืออากาศที่สั่นและหูเก็บความสั่นนั้นเข้าไป แล้วแปลงความสั่นเป็นสัญญาณไฟฟ้า และสมองแปลสัญญาณไฟฟ้านั้น ให้เป็นความหมายที่สะท้อนสภาวะของโลกรอบข้างคน(ในประสบการณ์ของคนๆนั้น).
         หูมิใช่เป็นประสาทเดียวที่ทำหน้าที่ฟัง  การสัมผัสก็ทำหน้าที่ฟังได้เช่นกัน.  ถ้าเรายืนอยู่ริมถนนและมีรถบรรทุกคันใหญ่ผ่านหน้าเราไป  คนปกติได้ยินและรู้สึกแรงสั่นในอากาศด้วยหรือมิใช่.  เมื่อความถี่ของเสียงอยู่ในระดับต่ำมาก หูคนจับเสียงไม่ได้ ส่วนอื่นๆของร่างกายจะทำหน้าที่รับรู้เสียงแทน. บ่อยๆที่ฉันพรรณนาเสียงด้วยการเปรียบกับความหนาบางมากน้อยของอากาศ. เช่นนั้น ทำไมจึงต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างการฟังกับการสัมผัสเสียง(สั่น) ในเมื่อความจริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน.
          ความอยากรู้ของคน เป็นประเด็นที่กลายเป็นเสาหลักในชีวิตของฉันในที่สุด. เพราะความอยากรู้ ที่นำฉันทดลองศึกษาเพื่อทำความรู้จักกับเสียงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ไม่ใช้หู. ร่างกายฉันคือหูยักษ์ของฉัน. เช่นนี้ ความฝันและความหวังอยากเป็นนักดนตรี จึงเป็นไปได้ในที่สุด.
           ฉันเชื่อว่า คนหูหนวกแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะต่างประสบการณ์ ต่างอุปนิสัยหรือความคิดอ่าน. อีกประการหนึ่ง ไม่จำเป็นที่คนอื่นต้องพิการอย่างฉัน เพื่อเข้าใจดนตรีของฉัน หรือเพื่อสื่อสารระหว่างกัน. แต่ละวันเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกทักษะของเราและฟังซึ่งกันและกัน. การเรียนฟังเสียงจากเครื่องดนตรีประเภทตีและเคาะแบบต่างๆ ยืดความอยากรู้ของฉันออกไปๆ. บ่อยๆที่ฉันนึกย้อนกลับไปยังบทเรียนบทแรกๆในวัยเด็ก และคิดหาสิ่งใหม่ๆที่ฉันยังอาจสกัดได้จากเครื่องดนตรีชิ้นแรกของฉัน (snare drum). ฉันไม่เคยเบื่อที่จะลอง ทดลอง จับการสัมผัสเสียงแบบอื่นๆ มันเป็นกิจกรรมที่แสนวิเศษของฉัน มันเหมือนชุบฉันให้เป็นนักดนตรีคนใหม่ทุกวัน.
           การแสดงของฉัน จึงตั้งอยู่บนประสบการณ์ล้วนๆส่วนตัวที่ฉันมีกับเสียง มิใช่จากการเรียนดนตรีหรือการติดตามฟังดนตรีบทนั้น ที่นักดนตรีคนอื่นได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ของเขากับดนตรีนั้น.  หากฉันหยุดอยู่แค่นั้น ฉันก็ไม่ได้เนื้อแท้ดิบๆที่ฉันต้องการจากดนตรีนั้น เหมือนไม่ได้เข้าไปสัมผัสแก่นแท้ของดนตรีนั้น.  ฉันจำต้องมีประสบการณ์ของฉันเอง สัมผัสการฟังและการได้ยินด้วยทุกส่วนของร่างกายฉันเอง.  เช่นนี้ ฉันต้องการเวลาเพื่อทำความรู้จักกับเครื่องดนตรี ต้องการเวลาเมื่อสัมผัสดนตรีใหม่ครั้งแรก  เหมือนต้องการเวลาเพื่อรู้จักคน เพื่อที่ฉันจะถ่ายทอดความพิเศษหรืออัตลักษณ์ของเครื่องดนตรีชิ้นนั้น หรือวิพากษ์วิจารณ์ดนตรีชิ้นใหม่นั้น.  ฉันไม่ต้องการแปลโน้ตเพลงแบบผู้ชำนาญการอ่านดนตรี ในฐานะของนักเล่นกลอง ฉันต้องการดึงศักยภาพของกลองใบนั้นออกมาและถ่ายทอดผ่านดนตรีบทหนึ่งเป็นต้น. สมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของการเป็นนักดนตรีคือ ความเป็นสิ่งลื่นไหลที่เหลือเชื่อ ฉันต้องไม่ตรึงตัวเองอยู่กับกรอบใด. แต่ฉันก็รู้ว่า การเปิดใจตัวเองนั้น สำคัญอย่างยิ่ง เท่ากับเปิดรับข้อมูลต่างๆ เท่ากับเปิดโอกาส เปิดทางเลือกด้วย ที่นำไปสู่การตัดสินใจ สร้างความยืดหยุ่นและการปรับตัว. ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ของความเป็นคน ของนักดนตรี.

ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัว

           นอกจากนี้ สถานที่แต่ละแห่งที่ไปแสดงดนตรีก็ไม่เหมือนกัน ความรู้สึกต่อสถานที่ก็ต่างกัน หมายถึงเสียงสะท้อนที่ฉันสัมผัสในสถานที่แต่ละแห่ง ไม่เหมือนกัน. ฉันต้องตั้งใจฟังร่างกายฉันและรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่นั่นตรงนั้น. หากฉันหงุดหงิด ก็ต้องยอมรับว่าฉันหงุดหงิด. หากฉันรู้สึกไม่อยากไป ฉันก็ไม่ไป. ฉันยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ. จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าทันทีที่ฉันเดินขึ้นไปบนเวที และสัมผัสการมารวมกันของผู้ชมในสถานที่นั้น เหมือนมีผู้สับสวิชเปิดไฟสว่างขึ้น ฉันจดจ่ออยู่กับการแสดง ขณะนั้นเดี๋ยวนั้นเท่านั้น และทำดีที่สุดบนเวที. นั่นเป็นสิ่งที่ฉันทำ  ถ้าฉันมัวไปคิดเรื่องพิธีการอะไรอื่นใด เท่ากับฉันปล่อยให้เรื่องไม่สำคัญทั้งหลาย เล่นงานฉัน แทนการเล่นดนตรี. นักดนตรีบางคน นั่งสมาธิหรือฝึกโยคะก่อนการแสดง หรือต้องหยุดกินหยุดดื่มอาหารบางชนิด หรืออาจต้องการอะไรมาเสริมความรู้สึกก่อนการแสดง.
           ตัวอย่างสุดโต่งตัวอย่างหนึ่ง ที่สภาพแวดล้อมรอบๆตัวฉัน ส่งผลกระทบต่อการแสดงของฉัน. ขณะถ่ายทำภาพยนต์ Touch the Sound (สัมผัสเสียง) ผู้กำกับขอให้ฉันรัวกลอง (snare drum) ในสถานีรถไฟ Grand Central Station ที่กรุงนิวยอร์ค  ฉันยอมรับว่าขอบเขตร่างกายของฉันถูกผลักไกลออกไปจากพื้นที่คุ้นชินที่ฉันเคยเล่นดนตรีอย่างสบายใจ. การแสดงที่นั่นในหมู่คนสัญจรไปมา  เป็นสถานการณ์ผิดธรรมดาที่สุดสำหรับฉัน และยังให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้แบบต่างๆที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อน.  อีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อฉันแสดงดนตรีกับ Fred Frith ในโรงงานร้างโกโรโกโส (ที่เคยเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล) หลังคารั่ว กำแพงเหมือนจะพังทลายลงในนาทีใดนาทีหนึ่ง. ประสบการณ์ครั้งนั้น มีอะไรพิเศษที่เราสองคนได้สัมผัส และเราก็สนุกสนานมาก. บ่อยครั้งที่นักดนตรี percussionist ถูกขอให้ทำอะไรผิดไปจากปกติ และเราก็ทำให้ได้ด้วยความคุ้นชิน เช่น ซ้อมกันมาในตอนเช้าเรียบร้อย เมื่อจะแสดง กลับถูกขอให้เพิ่มเสียงประกอบเข้าไป เพื่อให้ดนตรีเร้าใจขึ้นอีก ซึ่งก็มีหลายวิธีที่เราทำได้ทันที.
ภาพจากเว็บเพจ
https://www.kingsplace.co.uk/whats-on/classical/o-modernt-chamber-orchestra-evelyn-glennie/
         ในกรณีอื่นๆ ฉันต้องหาทางออกเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินหรือการฟังดนตรี แต่นักดนตรีทุกคนต่างก็มีปัญหาแบบเดียวกัน. คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นักเรื่องการได้ยินหรือการฟัง ทั้งๆที่ทุกขณะทุกวินาทีของชีวิต คนได้ยินอะไรตลอดเวลา.  เช่นเดียวกัน ฉันไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับสภาพหูหนวก และฉันก็ไม่สนใจมันนัก.  สรุปแล้ว การฟังไม่ได้ของฉัน ดูเหมือนรบกวนคนอื่นๆมากกว่าตัวฉันเอง. สำหรับฉัน การที่ฉันหูหนวก ไม่มีความสำคัญมากไปกว่าการที่ฉันเป็นผู้หญิงหรือการมีตาสีน้ำตาล.
          นักข่าวเกือบทุกคนซักไซ้ไล่เรียงฉันเสมอว่า ฉันเป็นนักดนตรีได้อย่างไรในเมื่อหูไม่ได้ยิน หรือฉันประพันธ์ เรียบเรียงเสียงต่างๆให้เป็นดนตรีบทหนึ่งได้อย่างไร. ฉันจำได้ว่า ครั้งหนึ่งฉันรู้สึกหงุดหงิด เอือมระอามาก ฉันตอบไปห้วนๆว่า ถ้าคุณต้องการรู้หรือเข้าใจสภาพหูหนวก คุณต้องไปสัมภาษณ์โสตแพทย์. ฉันชำนาญเรื่องดนตรี.
          ดนตรีเป็นตัวแทนของชีวิต  ดนตรีบทหนึ่งอาจพรรณนาชีวิตจริง นิยาย หรือฉากใดฉากหนึ่งในประสบการณ์หรือจินตนาการของคน. หน้าที่ของนักดนตรีคือการวาดภาพชีวิตด้วยเสียง ใช้เสียงสื่อสารกับผู้ชมผู้ฟัง เสียงที่เขาเองหรือผู้ประพันธ์ดนตรีบทนั้น รังสรรค์ขึ้นจากความในใจ ความเข้าใจของเขา. ฉันหวังว่าผู้ชมจะได้สัมผัสภาพแบบนั้นเมื่อดูการแสดงจบ และรู้สึกพอใจกับการแสดง  แทนการหมกมุ่นครุ่นคิดว่า นักดนตรีหูหนวกอย่างฉันเล่นดนตรีหรือประพันธ์ดนตรีได้อย่างไร.  ส่วนตัวฉัน ไม่เคยบอกให้เจาะจงในโปสเตอร์รายการแสดงของฉันว่า นักดนตรีคนนี้หูหนวก. โชคดีหรือหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ การเป็นนักดนตรีหูหนวก เป็นพาดหัวข่าวที่เรียกความสนใจได้มากทีเดียว.
เครดิตภาพ Philipp Rathmer
จากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัว
         ความคิดว่าชีวิตคือการเดินทาง สำคัญสำหรับฉัน. บนเส้นทางเดิน เราเรียนรู้ ค้นพบ สั่งสมประสบการณ์ใหม่ๆที่มีคุณค่ายิ่ง. เส้นทางเดินของทุกคน ต่างต้องผ่านอุปสรรค เพียรฟันฝ่าไม่ลดละ และด้วยความเมตตาช่วยเหลือของคนจำนวนมาก ทั้งครอบครัว เพื่อน ผู้ร่วมงาน ผู้ชม. ความสำเร็จของฉัน หรือรางวัลที่ฉันได้ (ดังในคำปราศรัยของเธอในวันรับพระราชทาน Polar Music Prize ปี 2015 ที่กรุงสต็อกโฮม) เป็นสัญลักษณ์ของจิตสำนึกที่รู้คุณต่อคนทั้งหมดนี้ และเป็นนิมิตหมายของพลังของการฟังและศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายที่มีในตัวเราทุกคน. 
        เดี๋ยวนี้ เมื่อฉันเล่นดนตรี ฉันจับเสียงสั่นด้วยการยืนเท้าเปล่าบนเวที  ฉันเป็นนักดนตรีเพอคัชเฉอะนิสต์แสดงเดี่ยวบนเวทีนานาชาติ (ในแวดวงดนตรีทั้งในสหราชอาณาจักรหรือในโลก Evelyn Glennie เป็น The World’s Premier Solo Percussionist.  เธอเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีประเภทตีหรือเคาะ เช่น timpani, drums, xylophone or marimba. นอกจากเครื่องดนตรีเหล่านี้ เธอยังสร้างดนตรีจากวัสดุ จากอุปกรณ์สารพัดแบบตามจินตนาการทั้งกว้างและไกลของเธอ) และฉันได้รางวัลแกรมมีหลายรางวัล และรางวัลอื่นๆอีกจำนวนมาก รวมทั้งรางวัลดนตรีระดับโลก Polar Music Prize จากพระหัตถ์ของพระเจ้า Carl XVI Gustaf ณกรุงสต็อกโฮมประเทศสวีเดนในปี 2015. ฉันได้ร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีชั้นนำของโลก. นักประพันธ์ดนตรีที่มีความสามารถสูง ได้ประพันธ์ดนตรีให้ฉันเล่นอย่างเฉพาะเจาะจง. ฉันสนุกกับประสบการณ์ดนตรีต่างๆตลอดมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และร่วมกับกลุ่มผู้โปรโหมดดนตรีเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการแสดงเดี่ยวด้านกลอง สร้างโอกาสให้นักดนตรีด้านนี้ ขึ้นเป็นนักดนตรีอาชีพ ที่จักสืบสานต่อไปสู่คนอื่นๆ.
       ฟังดูขัดแย้งกันมาก แต่ฉันยืนยันว่า การสูญเสียสมรรถภาพการฟังกับการได้ยินของฉัน กลับทำให้ฉันเป็นคนฟังที่ดีขึ้น สร้างฉันให้เป็นนักดนตรี และนำฉันออกไป “ดูโลก”... ฉันเข้าใจโลก เข้าใจคนและเข้าใจชีวิตมากขึ้น...
ลิขสิทธิ์ภาพของ James Wilson & Evelyn Glennie.
        
         เมื่อราชสถาบันดนตรีที่กรุงลอนดอน (Royal Academy of Music, London) ตัดสินใจรับฉันเข้าศึกษาที่นั่น เป็นนักศึกษาดนตรีเต็มตัวเสมอคนอื่นๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของสถาบันดนตรีทั้งหลายในสหราชอาณาจักรด้วย.  นั่นคือ สถาบันดนตรีจะปฏิเสธไม่พิจารณาใบสมัครของผู้ใดก็ตาม บนฐานความบกพร่องทางกายภาพแบบใดก็ตาม ไม่ได้ ตราบใดที่คนทุพพลภาพนั้น ยังสามารถเล่นเครื่องดนตรีอะไรสักอย่าง  และกรรมการต้องฟังผู้สมัครทุกคน ต้องให้เขาแสดงความสามารถของเขา และพิจารณาจากความสามารถทางดนตรีของเขาเท่านั้น ว่าสมควรจะได้เข้าหรือไม่ในสถาบันดนตรีนั้น.  ตั้งแต่นั้นมา มีนักเรียนจำนวนมากผู้พิการทางใดทางหนึ่ง ที่ได้เข้าเรียนในสถาบันดนตรีต่างๆ และฉันบอกได้เลยว่า นักเรียนจำนวนมากกลายเป็นนักดนตรีอาชีพในวงดนตรีระดับชาติและนานาชาติ.  นี่เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน ในเมื่อทุกคนเชื่อมต่อติดกับเสียง เรารู้กันดีว่า ดนตรีเป็นยาประจำวันของเรา.
          หากฉันพูดว่า ดนตรี ฉันหมายถึง เสียง. ที่ต้องตระหนักรู้คือ เมื่อคนพิการแบบใดแบบหนึ่ง ไปอยู่ใกล้เครื่องดนตรี หรือแม้เพียงไปนอนใต้เครื่องระนาดฝรั่ง (marimba ดูตัวอย่างจากภาพข้างบนนี้ หรือ native xylophone)  เขาอาจสัมผัสเสียงดนตรีนั้นได้จากมุมที่คนอื่นๆ หรือนักดนตรีคนอื่นใด ไม่เคยได้สัมผัสหรือคิดไม่ถึง  เช่นเสียงก้องสะท้อนจากด้านล่างของเครื่องดนตรี.  เหมือนคนนั่งแถวหน้ากับคนนั่งแถวหลังในโรงละคร รับรู้เสียงไม่เหมือนกันทีเดียวมิใช่หรือ.  แต่ละคนเข้าร่วมกับเสียงดนตรี หรือแม้เสียงรอบข้างรอบตัว ไม่เหมือนกัน.  ดังนั้นการให้โอกาสคนหูหนวกเข้าถึงเสียง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนอุดมการณ์และระบบการเรียนการสอนดนตรีในสถาบันดนตรีต่างๆ และในสถาบันสำหรับคนหูหนวกโดยเฉพาะ ว่าต้องไม่หยุดอยู่ที่การใช้เสียงบำบัดเท่านั้น  แต่ให้โอกาสพวกเขาเป็นคนร่วมในการเสกสรรค์ดนตรีด้วย.  ฉันอยากจะบอกเพียงว่า การพัฒนาสมรรถนะในการฟังกับการได้ยินของเราทุกคน (พิการหรือไม่) สำคัญกว่าที่เราคิดมากนัก.  ขอให้ปล่อยร่างกายทุกส่วนของเรา ให้เป็นเหมือนห้องสะท้อนเสียง.  นั่นน่าจะเป็นวิธีการฟังดนตรีที่ดีที่สุด.



โลโก้ส่วนตัวของ Evelyn Glennie ระบุพันธกิจที่เธอมุ่งมั่นทำเพื่อสังคม
ภาพจากเว็บเพจ https://www.evelyn.co.uk/
        วันนี้ ฉันมาหยุดตรงจุดที่ฉันเองจะเป็นผู้สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ และฉันก็จักสานต่อพันธกิจที่ฉันให้กับตัวเอง ว่า ฉันจะใช้ประสบการณ์ชีวิตของฉัน สอนโลกให้รู้จักฟัง. ฉันเชื่อว่า การรู้จักฟังที่ถูกต้อง จักเชื่อมทุกผู้ทุกนามจากทุกวัฒนธรรมเข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่น ในความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในความเข้าใจโลกที่เราอยู่ด้วย.  ฉันพร้อมที่จะช่วยและดลใจคนอื่นๆต่อไป เปิดโลกใหม่ โลกของความเป็นไปได้ใหม่ๆแก่คนอื่น (ผู้พิการทางการฟัง ทางการมองเห็นหรือใครก็ตาม) ให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ เหมือนที่คนอื่นได้ช่วยฉันมา.

ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัวของ Evelyn Glennie
Evelyn Glennie ผู้อุปถัมภ์สมาคม The Elizabethan Foundation ที่เป็นองค์การกุศลแห่งชาติแห่งหนึ่ง ตั้งขึ้นในปี 1981 สอนทารกและเด็กเล็กก่อนวัยโรงเรียนให้รู้จักฟังและพูด ส่งเสริมค้ำจุนครอบครัวที่พบว่าลูกน้อยหนูหนวก. ปัจจุบันมี 83 ครอบครัวจากเก้าประเทศที่มาเข้าการอบรมในโปรแกรม Outstanding Ofsted-rated specialist education programmes ที่จังหวัด Hampshire. (สอนความพร้อมให้พ่อแม่ที่มีลูกหูหนวก ยืนยันความสำคัญของครอบครัวที่จักนำทางเด็กพิการสู่การพัฒนาเติบโตอย่างมีสมรรถภาพและด้วยความมั่นใจ)
       ฉันรู้จากประสบการณ์ส่วนตัว(และทุกคนก็ยอมรับกันแล้ว) ว่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่นหมา แมว ต่างก็มีความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น. การมีความเห็นอกเห็นใจ การมีสำนึกเกี่ยวกับความรู้สึกของคนอื่น เป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์และปฏิสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ. ฉันถามตัวเองเสมอมาว่า อะไรทำให้เราเป็นคน. ฉันอยากสรุปว่า การเห็นอกเห็นใจคนอื่น, ความอดทนอดกลั้น, การเข้าร่วมกับคนอื่นๆ, ในขณะที่รักษ์ความเป็นตัวของตัวเอง ก็เปิดใจทำความรู้จักกับวัฒนธรรมอื่นๆด้วย. ทั้งหมดรวมกัน เป็นการฟังสังคม. และสำหรับฉันโดยเฉพาะ การฟัง เป็นสิ่งจำเป็นเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้เราเป็นคน.
        เอฟลีน เกล็นนี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Dame Commander (DBE) หรือสั้นๆว่า เดม จากสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่สองในปี 2007  คำนี้อาจแปลเทียบว่า ท่านผู้หญิง หรือ คุณหญิง ใช้นำหน้านามชื่อ. เธอได้บริจาคเงินช่วยเหลือศูนย์ตาและหูของโรงพยาบาล Great Ormond Street Hospital ร่วมกับเครือ Premier Inn และตั้งมูลนิธิเพื่อหารายได้ช่วยเหลือต่อมาจนทุกวันนี้. ศูนย์นั้นห้บริการทางการแพทย์สำหรับเด็กที่พิการทางสายตาและหู ศูนย์แรกในสหราชอาณาจักร. เธอยังเป็นผู้อุปถัมภ์องค์การกุศลอื่นๆอีกด้วย.

สตรีผู้นี้ ได้สัมผัสเสียงในทุกระดับทุกมิติด้วยตัวเธอเอง
เธอเป็นความสว่างดุจแสงเดือนเพ็ญในความมืด
เป็นประกายระยิบระยับในความสว่าง

ภาพคุณหญิงกับคุณแม่ของเธอ ผู้ไม่เคยท้อแท้และยืนหยัดเคียงข้างเธอ
ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัวของคุณหญิง
ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัวของคุณหญิง
เครดิตภาพ : Jim Callaghan

          ส่วนตัวข้าพเจ้า หลังจากได้สัมผัสโลกของคุณหญิงชาวอังกฤษผู้นี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นเธอเป็นคนพิการหรือเป็นคนหูหนวกเลย กลับรู้สึกว่า ข้าพเจ้าเองพิการในหลายเรื่อง หูที่เคยคิดว่าดี ก็ดีไม่เท่าเธอ, ประสาทสัมผัสอื่นๆที่เธอใช้ประโยชน์อย่างสุดศักยภาพ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยใส่ใจนัก. ต่อไปนี้จักต้องพัฒนาทักษะการรับรู้เสียงแบบอื่นๆมั่งแล้ว.
          จำได้ไม่ลืมความคิดหนึ่ง ที่ได้จากวรรณกรรมเรื่อง A la Recherche du Temps Perdu ของ Marcel Proust ที่แนะให้ข้าพเจ้าติดตามเสียงทุกโอกาสทุกสถานที่  เขากล่าวว่า เสียงวาดภูมิทัศน์.  ข้าพเจ้าเคยเห็นภูมิทัศน์จากเสียงเรียกสวดมนตร์ย่ำค่ำที่ดังก้องแผ่จากหอ minaret ของสุเหร่าที่เมือง Luxor ประเทศอีจิปต์.  ข้าพเจ้าหลับตา ทอดตัวเหยียดยาว ลอยไปตามเสียงดังกังวานนั้น ไปเหนือแม่น้ำไนลในยามโพล้เพล้.  เสียงสวดนั้น อยู่ในระดับเสียงเกือบระดับเดียวกันโดยตลอด มีอะไรที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนสบายใจ มั่นใจในพระอัลลาห์ของเขา เป็นเสียงที่ยอมตน ยอมด้วยความเต็มใจและวางใจว่า ทุกอย่างจะดำเนินต่อไปด้วยดี ดั่งกระแสน้ำไนล ไม่รีบไม่ร้อน นำความสดชื่น ความบริบูรณ์แผ่ไปสองฝั่ง. นั่นเป็นประสบการณ์ที่ได้สัมผัสภูมิทัศน์เสียงแบบหนึ่งในอีจิปต์  ภูมิทัศน์เสียงร้องที่ชาวมุสลิมคนนั้น วาดให้เห็น ยังก้องขึ้นใหม่ทุกครั้งที่เห็นสุเหร่า.
          ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เสียงกลอง (ดนตรีประเภทตีหรือเคาะ) ที่ไม่เคยลืมเช่นกัน ทุกครั้งที่ได้ยินบท ouverture ใน Carmina Burana ที่เริ่มด้วยเสียงกลองดังสนั่น. ได้ยินในปี 1970 เมื่อไปชมและฟังดนตรีครั้งแรกที่ปารีส. ข้าพเจ้าไม่เคยรู้เคยฟังดนตรีนี้ของ Carl Orff.  จู่ๆ เสียงกลองขนาดยักษ์ รัวดังสนั่น สะเทือนมาถึงหัวใจ พร้อมๆกับเสียงนักร้องครวญออกมาว่า  O Fortuna! โอ้โอ๋ อนิจจา โชคลาภ... น้ำตาร่วงผล็อยลงอาบแก้มบัดเดียวกันนั้น ตัวสั่น มือไม้สั่นไปเลย...
คลิกฟังเดี๋ยวนี้ตรงนี้เลยว่า ไม่กี่วินาทีแรกๆนั้น มันส่งผลให้สั่นสะเทือนทั้งร่างทั้งใจอย่างไร. จิตรกรรมของ Joseph Mallord William Turner ที่นำมาประกอบดนตรีท่อนนี้ ก็มีนัยยะสำคัญมากด้วย. >> https://www.youtube.com/watch?v=GXFSK0ogeg4
ไม่ว่าจะเข้าใจคำร้องหรือไม่  เจอเสียง percussion แบบนี้
เริ่มต้นดนตรีด้วยสามสี่วินาทีแบบนี้ ด้วยระดับเสียง ความถี่ ความสั่นแบบนี้ ...
คนที่ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ย่อมถูกสยบในบัดดลนั้น.
ประสบการณ์นั้น ทำให้พอจะเข้าใจคุณหญิง Dame Evelyne Glennie
ว่าเธอสัมผัสดนตรีด้วยร่างกายเธอทั้งร่างนั้น เป็นอย่างไร
ต่อมา เมื่อค้นหาความหมายของดนตรีท่อนนี้ และเนื้อหาของดนตรีทั้งเรื่องของ
Carl Orff  ทุกอย่างจึงยิ่งฝังลึกลงอย่างถาวรในผัสสะของข้าพเจ้า...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเลย โชติรสเอ๋ย!

โชติรส รายงาน
๒๑ กันยายน ๒๕๖๒.

* * * * * * *

ภาพส่วนใหญ่นำมาจากอัลบัมภาพในเฟสบุ๊คของคุณหญิงเอง ภาพมีลิขสิทธิ์ ขออย่าได้นำไปใช้ต่อ

ตามไปฟังการสนทนา บทความ บทสัมภาษณ์ ตัวอย่างดนตรี ของ Dame Evelyn Glennie ได้จากลิงค์ข้างล่างนี้ และสำหรับผู้ที่เป็นแฟนคลับของเช้คสเปียร์ ติดตามไปท้ายบทความนี้ การวิจารณ์วรรณกรรมเรื่อง The Tempest ของคุณหญิงท่านนี้ได้ ว่าเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อการลับประสาทการฟังของเธออย่างไรบ้าง.

Evelyn Glennie & Dave Heath African Sunrise / Manhattan Rave with BBC Concert Orchestra (8:49 min).


Evelyn Glennie performs Concerto in C major RV 443, Mov 1 by Vivaldi (3:28 min). Hong Kong : September 2010.

Evelyn Glennie ǀ Playing Around The Office ǀ Part 16 – Metal Drums (June 11, 2019. 5:30 min)

Evelyn Glennie performs PRIM by Askell Masson on anre drum. Filmed in 2006. 11:51 min.

Evelyn Glennie and Traditional Chinese Orchestra play Yiu-Kwong Chung Concerto for Percussion… September 2013, 18:13 min.  

The recording of Bartok’s Sonata with Sir Georg Solti, Murray Perahia, Dame Evelyn Glennie and David Corkhill. 1988. 13:28 min.

Evelyn Glennie plays the Aluphone Bell Tree. Published on October 11, 2011.

Evelyn Glennie – “Clapping Music” by Steve Reich.

How to listen (31:58 min)

1 January 2015.

1 January 2015.

Good Vibrations : My Autobiography
Printed literature. Hutchinson. May 1990.

Reviews Archives.

Our vision and mission.

https://www.evelyn.co.uk/  (then click Music on the right) Evelyn Glennie Playlist. ฟังตัวอย่างดนตรีของเธอ.

12 December 2016.
Dame Evelyne Glennie ได้กล่าวถึงการอ่านวรรณกรรมเรื่อง The Tempest ของเช้คสเปียร์ที่ข้าพเจ้าสรุปใจความดังต่อไปนี้ >>
     เมื่อฉันเริ่มสูญเสียการได้ยินในวัยเด็ก ฉันเริ่มใช้ร่างกายสัมผัสดนตรี. ขณะที่ฉันอ่านเรื่อง The Tempest ของ William Shakespeare แต่ละหน้าที่ฉันพลิกอ่านไปๆ ฉันรู้สึกได้ยินเสียงคำ เสียงเล่า เสียงพรรณนาฉากต่างๆ. คำทั้งหลายเหมือนกำลังตะโกนใส่ฉัน แม้แต่ชื่อเรื่อง ฉันจับเสียงก้อง ความดุเดือดของมันได้ทันที.
           ภาษาของเช้คสเปียร์ นำฉันกลับไปยังภูมิลำเนาของฉัน ฉันเคยอยู่ในฟาร์มบนยอดเนินในเมือง Aberdeenshire. ฉันเดินไปจนถึงสุดหน้าผาบ่อยๆ. บนนั้น ลมพัดใส่หน้าฉัน และฉันได้ยินเสียงลมบนแก้มฉัน. ตัวละคร Miranda ทำให้ฉันรำลึกถึงเสียงเมื่อฉันร้องไห้. ยังจำได้ว่ารู้สึกแสบๆที่แก้ม เมื่อน้ำตาไหลลงอาบแก้มสู่ริมปากฉัน. ฉันอยากให้เช้คสเปียร์รู้ว่าฉันค้นพบความหมายของงานเขียนของเขา และบอกเล่าถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้ด้วย ว่าร่างกายทั้งร่างสามารถฟังและได้ยินวรรณกรรมของเขา.  เมื่อฉันอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ ฉันได้ยินเสียงปากกาคอแร้งลากขีดขูดไปบนกระดาษ เสียงอยู่เหนือตัวบทละคร. ตัวละครแต่ละตัวสะท้อนเสียง และเช้คสเปียร์ล่อเราเข้าไปในเรื่องราวของตัวละคน โดยใช้เสียงและสี สื่อตัวตนของตัวละครแต่ละตัว.
           สำหรับฉัน เสียงถ่ายทอดความลุ่มลึกของความรู้สึก. ฉันได้พบวิธีทดแทนการไม่ได้ยินของฉัน ด้วยการปล่อยให้ร่างกายของฉันเป็นหูฟัง ทั้งผิวหนัง กระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นเครื่องมือชุดใหม่สำหรับฟังจากการสั่นสะเทือนในบรรยากาศรอบข้าง.  วรรณกรรมเรื่อง The Tempest (ที่นพมาส แววหงส์ แปลว่า พายุพิโรธ)  เล่นไปในโลกสัมผัสของฉัน. เช้คสเปียร์ใช้เสียงสื่อความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงตลอดทั้งเรื่อง ทั้งอารมณ์ขัน ความภาคภูมิใจ ความกังวล ความละอาย อำนาจ หรือการยอมตน. การใช้สีสื่อเสียงของเขา ประทับใจฉันไปตลอดทั้งเรื่อง. ฉันอยากรู้มากว่าผู้แสดงรู้ไหมว่า เขามีโอกาสทองที่ได้สัมผัสมิติของสีแสงของตัวละคร ที่นำจิตสำนึกของพวกเขาเข้าประกบเป็นหนึ่งเดียวเมื่อสวมบทบาทของตัวละครแต่ละตัว. 
          ตลอดชีวิต ฉันพยายามชักจูงคนให้เข้าไปสัมผัสความบริบูรณ์ที่เหนือกว่า ในโลกของเสียง ด้วยเส้นทางของ ความเงียบสมมุติ.  ที่ว่าสมมุตินั้น เพราะฉันเชื่อว่า ไม่มีความเงียบจริง แม้ในโลกของคนหูหนวก ก็มิได้เงียบอย่างที่คนคิดกัน.  จะหาประสบการณ์ความเงียบให้ได้ จำต้องปิดเสียงรอบข้างและมองไปที่เหวลึก ที่แยกเสียงรอบข้างออกจากความเงียบสัมพัทธ์ที่ปรากฏขึ้น. เมื่อปิดเสียงรอบข้างลงได้ ความเงียบก็ปรากฏขึ้น. เมื่อนั้น คนจะค้นพบโลกของเสียงอีกโลกหนึ่ง ที่ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีวิธีฟังต่างๆกันหลายวิธีมาก. เหมือนเมื่อเราเอามือวางลงบนหน้าอก เรารู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ. ฉันได้เรียนได้ฝึกการถ่ายทอดความรู้สึกทั้งมวลด้วยส่วนต่างๆของร่างกาย.  ฉันซาบซึ้งยิ่งกับประโยคที่ Miranda พูดกับ Ariel ผู้พ่อ หลังจากฟังเรื่องราวที่เขาเล่า ว่า «Your tale, sir, would cure deafness.».  หากฟังตามเสียงเล่า มองเห็นสีแต่ละเสียง สัมผัสจิตสำนึกของอาเรียล (Ariel) แล้วไซร้  แม้คนหูหนวก ก็จะกลับได้ยิน.
         วรรณกรรมเรื่อง พายุพิโรธ นี้ รวมและประสมประสานเสียงจำนวนมาก เสียงจากแผ่นดิน ผืนน้ำ จากลม จากคลื่น. ทั้งบทละคร มีจังหวะจะโคลน ความลุ่มหลงเกลียวไปกับอารมณ์. ยิ่งหูฉันไม่ได้ยิน ฉันยิ่งรู้สึกว่าฉันอ่อนไหวกับจังหวะมาก และจังหวะคือวิญญาณของชีวิต.  ฉันต้องเรียนให้รู้แน่แก่ใจว่าแต่ละเสียงถ่ายทอดอะไร แทนนัยยะอะไร. เรื่องแบบนี้ที่คนหูดีทั้งหลาย ถือว่าเป็นธรรมดาเหลือเกิน โดยไม่ต้องใส่ใจคิดเลย.  ร่างกายฉันจึงเป็นหู พื้นผิวหน้าของวัสดุใด กลายเป็นสิ่งสะท้อนเสียง นำความหมายที่ชัดเจนไปยังสมองของฉัน.  เช้คสเปียร์ประพันธ์  เลือกสรรและสลักเสลาคำทั้งหลาย นำผู้ชมผู้ฟังไปสัมผัส ไปแช่ตัว ชุบร่างลงในคลื่นคำต่างๆ จนผู้ชมรู้สึกเหมือนร่วมเป็นหนึ่งเดียวในแต่ละฉาก  เช่นพาเราเข้าไปในรัศมีของพายุที่กำลังกระหน่ำ  ฉันก็เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ฉันคว้าค้อนและกำไว้แน่นในมือและมันตกลงไปกระทบไม้ เป็นจังหวะเดียวกับที่คลื่นลูกใหญ่โถมเข้าปะทะกาบเรือ. ในทำนองเดียวกันนี้ ฉันก็จินตนาการต่อไป ฉันถ่ายทอดเสียงหลากหลายความถี่ของคลื่นในพายุ หรือจับเสียงแผ่วเบาดั่งลมหายใจคน... สรุปแล้ว ร่างฉันทั้งร่างรับผลกระทบของอารมณ์ความรู้สึกทั้งจากตัวละครและสภาพแวดล้อมของฉากแต่ละฉาก จนถึงนาทีสุดท้าย ที่พายุสงบลง... เหมือนชีวิตที่สยบต่อชตากรรม หยุดดิ้นรน แผ่แสงเรืองรองของความเมตตาในการให้อภัยแก่กัน... ในแบบเดียวกับเมื่อจบการแสดง ร่างของฉันคลายความเกร็งลงไปเรื่อยๆ จนรู้สึกอ่อนโยน และปิติ เมื่อก้มรับเสียงปรบมือของผู้ชม.
            การติดตามตัวอักษรในวรรณกรรมเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้ฉันจินตนาการเครื่องดนตรีแบบไหนที่ฉันจะเลือกใช้ได้ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับคำพรรณนาในแต่ละฉากแต่ละตอน. ในฐานะนักดนตรี ฉันต้องค้นหาวิธีต่างๆเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก. ตัวกลางการสื่อความหมายของเช้คสเปียร์ คือคำ และคำของเช้คสเปียร์ กระตุ้นเสียงแบบต่างๆ สื่อความรู้สึกได้อย่างชัดเจนที่สุด.
อีกมุมหนึ่งในบ้านที่มีเครื่องดนตรีสารพัดชนิดที่เธอเรียนและใช้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล. ภาพจากอัลบัมในเฟสบุ๊คส่วนตัวของ Dame Evelyn Glennie.
เครดิตภาพ :Tom Howard, PromaxBDA

เครดิตภาพ :Tom Howard, PromaxBDA

Wednesday, September 4, 2019

Prana food

ซึมซับแสงสว่างกับเสพลมปราณ
Gabriel Lesquoy กาเบรียล เลสกัว [ก๊ะบรีเอ็ล เลสกัว] ได้ปริญญาพยาบาลศาสตร์บัณฑิตย์แห่งชาติ (Infirmier D.E), ได้ปริญญาบัตรจบหลักสูตรการโค้ช(เพื่อพัฒนาศักยภาพ) จากมหาวิทยาลัยปารีสที่แปด (diplômé en pratiques de coaching, Université Paris VIII), ได้ปริญญาบัตรเวชศาสตร์ฟื้นฟู ด้านความเครียด ความบอบช้ำทางจิต จากมหาวิทยาลัย Pierre et Marie Curie (Paris), ได้ประกาศนียบัตรการแพทย์แผนไทยจากวัดโพธิ์ (Ecole de Médecine Traditionnelle Wat Po, Bangkok, Thaïlande), เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องพลังงานบำบัดเพื่อการผ่อนคลายเส้นประสาท (Sophro-relaxologue, thérapeute énergéticien) และเป็นผู้ฝึกสอนการนวดในท่านั่ง ที่เรียกว่า (Formation Massage Amma Assis หรือสั้นๆว่า Massage Assis ที่พัฒนาจากวิธีการนวดแบบญี่ปุ่น. Amma มาจากคำว่า “an-mo” 安摩 แปลว่า ทำให้สงบผ่อนคลายด้วยมือสัมผัส. แปลว่า สงบ แปลว่า ถู).
         คนกับสุขภาพ ทั้งในเชิงกายภาพ จิตวิทยาและจิตวิญญาณ เป็นเรื่องที่เขาสนใจเสมอมา จึงได้ศึกษาด้านนี้และทำงานในเครือข่ายการแพทย์แขนงต่างๆตลอดเวลาหลายปี เช่น ในแผนกศัลยกรรม, แผนกโรคชรา (geriatrics), แผนกโรคพิษสุราเรื้อรัง (alcohology), แผนกการแพทย์ฉุกเฉินเป็นต้น.
         ตั้งแต่ปี 2003 เขาลาออก เพื่อมาเป็นผู้อำนวยการขององค์กร (AVEC INSPIRE [อะแว้ค แอ็งสปีรฺ]) ที่เป็นศูนย์สร้างบุคลากรผู้ชำนาญพิเศษในด้านเทคนิคการบำบัดร่างกายและจิตใจที่ตกอยู่ในสภาวะเครียด. ตั้งแต่ปี 2004 เขารับเป็นที่ปรึกษาเป็นโค้ชให้คนไข้เฉพาะรายด้วย และตั้งแต่ปี 2012 ได้จัดทำโครงการเพื่อสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการรักษาด้วยพลังงานและคลื่นความถี่.
          เขาเริ่มทดลองใช้ชีวิตด้วยการกินลมกินแสงแดดเป็นอาหาร ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2012 เขาไม่กินอาหารอะไรอื่นเลย  เขานั่งสมาธิภาวนา มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้าง สีต่างๆ กลิ่นต่างๆและบางครั้งบางคราวเท่านั้น ที่เขากินช็อกโกแล็ตนิดหน่อย และเห็ดสดๆ. เขาทำติดต่อเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้. ตอนนี้เขาจัดกลุ่มสอนผู้สนใจ ดูแลและโค้ชเพื่อให้แต่ละคนพัฒนาศักยภาพชีวิตด้วยระบบลมปราณและพลังงานแสง. เขาเรียกกระแสนี้โดยเอาคำสันสกฤต ปราณ prana มาใช้เลยว่า อาหารปราณ (nourriture pranique).
          ปราณ « Prana » คำสันสกฤต หมายถึงพลังชีวิตของจักรภพ. พลังชีวิตนี้อยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วย. ในคน ลมปราณไหลไปมาบนสิบสองเส้นทางเมริเดียนภายในร่างกาย (12 meridians). พูดกันมาเสมอว่า ชีวิตหากขาดพลังลมปราณ ก็อยู่ไม่ได้. แพทย์แผนจีนระบุเสมอว่า ความเจ็บป่วยของร่างกาย เกิดขึ้นเพราะการหมุนเวียนในระบบเส้นลมปราณชะงัก ถูกกัก ถูกขัดขวาง หมุนเวียนไปไม่ทั่วทั้งกายฯลฯ.
ระบบ 12 เส้นลมปราณหลักในร่างกาย

         อารยธรรมโบราณกล่าวถึงเรื่องลมแห่งชีวิตหรือลมปราณเสมอ และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามภาษาของแต่ละกลุ่มเช่น ชาวกรีกโบราณ เรียกว่า  « pneuma », ชาวอเมรินเดียนเรียกว่า « wakonda »,  ชาวยิวเรียกว่า « ruah », ชาวคริสต์เรียกว่า « lumière » (แสงสว่าง), ชาวจีนเรียกว่า « Qi  » [คี / ขี้]. แต่ละชนเผ่า พัฒนาทักษะในการดูแลอนุรักษ์ลมแห่งชีวิตนี้ให้คงอยู่ในร่างกาย.
        ข้าพเจ้าได้ติดตามอ่านและฟังวิถีชีวิตของกาเบรียล เลสกัว และเห็นว่า เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ. เมื่อชาวตะวันตกในวงการแพทย์ หันมาใช้ปรัชญาและหลักการของแพทย์แผนโบราณจากอินเดีย (ศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา) จีน ธิเบต ไปพัฒนาและสังเคราะห์เป็นกระบวนการรักษาเยียวยาผู้ป่วยชาวตะวันตก เป็นการบำบัดที่ไม่อิงยาใดๆ ทั้งยังเผยแผ่อุดมการณ์ใหม่ในการกินอาหาร ว่า กินน้อยและกินดีกว่า ด้วยการกินลมกินแดด นั่นคือกินพลังงานจากธรรมชาติ.  

         กาเบรียล เลสกัว อาศัยอยู่ในแดนลอแรน (Lorraine, France) ชีวิตผ่านไปในฐานะเป็นนักกายภาพเวชศาสตร์ฟื้นฟูตามความชอบของเขา. วันหนึ่งในปี 2010 เขาได้ดูสารคดีเรื่องหนึ่งที่พลิกปรัชญาและความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกชีวิตโดยสิ้นเชิง. เขาได้เห็นในรายงานนั้น ว่ามีคน(ในอินเดีย) อยู่ได้ด้วยแสงสว่าง ไม่กินอาหารมาหลายสิบปี. มันเป็นไปได้อย่างไร คนไม่ใช่พืช. เกิดปมปริศนาขึ้นในใจ ว่าคนอยู่ได้ด้วยแสงสว่างหรือ ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร จักธำรงชีวิตไว้ได้จริงหรือ นานเพียงใด...
          วันหนึ่งเขาเข้าไปร้านขายอาหาร รอคิวจะซื้อขนมปังไส้เนื้อที่เขาชอบกิน (fougasse ขนมปังชิ้นโตแบนมากกว่ากลมนูน อาจใส่ไส้ชนิดต่างๆเช่นชีส หมูสามชั้น ไก่ ครีม มะเขือเทศ ผัก โอลีฟเป็นต้น). ขณะรอ เขามองไปที่ชิ้นขนมปังที่หมายตาจะซื้อ เขาเกิดเห็นกะโหลกหัวสัตว์วางซ้อนอยู่บนชิ้นขนมปัง ตาจ้องมองเขา. เขาสะดุ้ง ชะงักและก้าวออกจากร้าน เขาหยุดกินเนื้อตั้งแต่วันนั้น. เขาเข้าใจว่า นั่นเป็นตาของจิตสำนึกของเขาเอง. เขาเริ่มตระหนักเรื่องการกิน สิ่งที่กิน.  
         อีกครั้งหนึ่ง เขานึกถึงอาหารจานโปรดที่มีไส้กรอกหมู เนื้อชนิดต่างๆ กินกับกะหล่ำปลีดองสุกนิดๆ (choucroute [ชูครุต] / sauerkraut [เซาหวะเคราตฺ]) ที่มารดาเคยทำให้กินในครอบครัวบ่อยๆ. กำลังจะกิน จู่ๆมีคนถืออาวุธรี่จะเอาชีวิตเขา เขาวิ่งหนี คนนั้นกวดตามเขา. ในที่สุดเขาตัดสินใจ หันหน้ากลับไปเผชิญคนร้ายคนนั้น. ปรากฏว่า คนร้ายกลายเป็นคนยอมจำนน นอนล้มขดตัวที่พื้น มีคนมาอยู่ข้างๆเขา ยื่นอาวุธให้และบอกว่าให้ฆ่าคนนั้นเสีย. เขาไม่อยากฆ่า ไม่จำเป็นต้องทำร้ายเขา แต่คนที่อยู่ข้างๆย้ำซ้ำๆว่า ต้องฆ่าเขา ต้องฆ่า ฟันลงกลางตัวเลย. ในที่สุด เขาเงื้อมมือฟันตัวคนร้าย ท้องแบะออกเปิดกว้าง มีจานอาหาร choucroute โผล่ขึ้นจากท้องคนนั้น จานเพียบด้วยอาหารน่ากิน. เขาตกใจตื่น. เขาเข้าใจว่า ฝันนั้นคือสัญญาณบอกให้เขาตัดขาดจากอาหาร. และเขาก็หยุดกินอาหารหนัก อาหารเนื้อสัตว์ใดๆตั้งแต่นั้น. 

อาหารที่เรียกว่า Choucroute [ชูครุด] อาหารฝรั่งเศส วิวัฒน์จากแบบเยอรมันเดิม.
ภาพจาก rustica .fr

          ตั้งแต่นั้น เขาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร จากการชอบกินและกินดี ค่อยๆลดปริมาณลง ลดจำนวนครั้งลง. ทุกอย่างเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นงดอาหารสัปดาห์ละวัน แล้วสองวัน สามวัน เป็นต้น. จากการกินสามมื้อ ลดลงเหลือสองมื้อ แล้วเหลือมื้อเดียว และในที่สุดกินเพียงผักและผลไม้.  
            เขาบอกตัวเองว่า สรรพชีวิตเจริญงอกงามในแสงแดดและอากาศ  ตั้งแต่แรกอุบัติขึ้นบนโลกและสืบเรื่อยมากี่ล้านๆปีแล้ว  แสงและอากาศย่อมหล่อเลี้ยงคนได้ด้วยเช่นกัน.  มองในเชิงวิทยาศาสตร์ ก็มีข้อมูลสนับสนุนว่า นอกจากปอดสองข้างในตัวคน  คนยังมีปอดที่สาม ซึ่งคือผิวหนังที่เป็นกรอบนอกสุดของชีวิตคน ที่ก็หายใจออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายด้วย.  ( ผิวหนังคน เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดและเจริญเติบโตเร็วที่สุดของคน. เป็นเสื้อโค้ตตัวหนาในหน้าหนาว, เป็นเสื้อป่านเนื้อดีในหน้าร้อน,  มันขับเหงื่อ ขับเชื้อจุลินทรีย์ออกจากตัว, และดูดอากาศ รับลมเข้าไปในตัว. Ref. https://www.aad.org/public/kids/skin )
           เขาเริ่มซึมซับลมและแดด ด้วยการไปนั่งทำสมาธิใต้ต้นไม้บ้าง, กลางทุ่งนาบ้าง, เอาหน้าผากไปชิดลำต้นไม้และยืนนิ่งอยู่ในท่านั้น...นานๆ.  เขาเริ่มหยุดกินเป็นช่วงๆ เช่น หยุดกินไป 11 วัน ในเดือนกรกฎาคม 2002, หยุดอีก 10 วันในเดือนตุลาคม 2002, อีก 10 วันในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น เป็นต้น.  น้ำหนักเขาลดลงไป 13 กิโลกรัม และอยู่ตัวตั้งแต่นั้น.  เขานอนน้อยลง  นอนคืนละ 3-5 ชั่วโมงก็เพียงพอ  นอนเต็มอิ่มแล้ว ไม่เคยง่วงหรือเซื่องซึม กลับรู้สึกมีชีวิตชีวาเต็มที่ ไม่เคยเหนื่อยหรือเพลีย ไม่ว่ากายหรือใจ.  มาตอนนี้ การกินไม่มีความหมายใดๆสำหรับเขาแล้ว.  เขาเองมหัศจรรย์ใจกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะร่างกายของเขา. ทั้งหมดนี้ เขายังทำงาน เล่นปิงปองเสมอ และเช้คสุขภาพเป็นประจำทุกปี หมอบอกว่า ร่างกายเขาแข็งแรงได้คะแนนเต็ม.

อาหารปราณคืออะไร

          เราเกิดมาก็มีลมปราณ ทุกคนกินลมเป็นอาหารตั้งแต่เกิด. สิ่งมีชีวิตเป็นมอเตอร์พลังงานที่ปั๊มกักต้นทุนลมปราณ จากอากาศของโลกภายนอกกาย และก็หายใจเช่นนี้เรื่อยมา เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเส้นลมปราณ (meridians), ระบบจักระ. ในร่างกาย ลมปราณทำงานของมันอยู่แล้ว แต่อาจอยู่ในสภาวะเฉื่อยชา ติดๆขัดๆ เพราะอาหารแข็งที่เข้าสู่ร่างกาย.
         การเลี้ยงดูร่างกาย มิใช่แค่เรื่องกินให้อิ่มท้องที่มักเป็นจุดหมายเดียวของสามัญชนทั่วไป ดังที่พูดกันในหมู่คนไทยว่า ถึงเวลาก็กินซะให้เสร็จๆ เหมือนถูกบังคับในที. ร่างกายของคนเป็นที่รวมของระบบอวัยวะต่างๆ  และยังเป็นฐานของจิตใจ ของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของความคิด สติปัญญา ของวิญญาณสำนึก ที่รวมกันเป็นตัวตนของคนๆหนึ่ง.  อาหารที่กิน หล่อเลี้ยงสภาวะอื่นๆของความเป็นคนด้วยไหม อย่างไร. เราต้องสร้างความสัมพันธ์กับอาหารที่กินให้เหมาะสม ให้อาหารเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อร่างกาย ต่อความคิด ต่ออารมณ์ความรู้สึก ต่อจิตวิญญาณด้วยพร้อมกัน ให้การกินอาหารเป็นการวิวัฒน์พัฒนาตัวเองในทุกด้านด้วย.
         แต่อาหารส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน มีสารพิษที่ตกค้าง นอกจากที่ติดมาจากแหล่งผลิตอาหารนั้น ยังมากับสารปรุงแต่งอาหาร, สีอาหาร, สิ่งปรุงรส, สารกันบูดเป็นต้น. ร่างกายคนเป็นเครื่องยนต์ผลิตเอนไซม์ที่เร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในกระบวนการย่อยอาหารก็จริง แต่หากมีสารปรุงแต่งแบบนี้จำนวนมากทุกวันๆ อวัยวะต่างๆไม่มีเวลาย่อย ไม่มีเวลากำจัดออก ก็กลายเป็นสารตกค้างสะสมในเลือด ในร่างกาย ที่ก่อปัญหาสุขภาพต่างๆ ตั้งแต่เรื่องอาหารไม่ย่อย สายตาที่แย่ลง หินปูนเกาะ ข้ออักเสบ การแข็งตัวผิดปกติของเนื้อเยื่อฯลฯ ล้วนมาจากสารพิษตกค้างในอาหารทั้งสิ้น.  การกินอาหารหนัก จึงสร้างปัญหาและบั่นทอนร่างกายมากที่สุด บวกกับความเครียดในชีวิตการงาน ชีวิตสังคมเศรษฐกิจ  ชีวิตครอบครัว  ร่างกายจึงทนได้ไม่นาน.
สารพิษที่ตกค้างสะสมตามจุดต่างๆในร่างกายและก่อให้เกิดความผิดปกติแบบต่าง
ภาพจากเว็บเพจที่ https://fitnessfoods.ca/how-toxins-affect-our-health/


          กาเบรียล เลสกัว เห็นจากประสบการณ์ของเขาเองว่า การกินลมกินแดด คือการกินพลังธรรมชาติล้วนๆเข้าไปในร่างกาย เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตตามปกติ เขามีแรงมีกำลังโดยไม่ต้องกินอาหารหนัก.  เมื่อเขาหยุดกินอาหารหนัก ร่างกายไม่ได้เสียพลังงานเพื่อย่อยอาหารหนักๆเหล่านั้นเลย.  ร่างกายถูกปลดแอกจากงานย่อยอาหาร  เขารู้สึกโล่งเบา สบายตัว สบายใจ. ในสภาวะดังกล่าว ร่างกายสร้างฮอร์โมนของความสุข คือ เอ็นดอร์ฟิน (endorphin ที่เปรียบกันว่าเป็นมอร์ฟีนธรรมชาติ กระตุ้นความรู้สึกในด้านบวก), สร้างโดพามีน (dopamine กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท การเคลื่อนไหว ความจำ การเรียนรู้), สร้างฮอร์โมนดีเอชอีเอ (Dhea สารช่วยความสมดุลอารมณ์) เป็นต้น. การสร้างฮอร์โมนของความสุข เป็นไปอย่างอัตโนมัติ (ไม่ต้องกินช็อกโกแล็ตเลย). ตรงตามหลักการของ homeostasis (ศัพท์วิทยาศาสตร์หมายถึง สมรรถภาพของระบบอวัยวะในการธำดงดุลยภาพภายในให้ดีที่สุด) ที่ไม่เพียงสร้างสมดุลทางกาย  ยังปรับสมดุลทางจิต สมดุลทางอารมณ์ และสมดุลทางวิญญาณสำนึก.  ความสบายใจนำให้มองทะลุการมีชีวิต อารมณ์ความรู้สึก จิตสำนึก. นำให้ตระหนักในปัจจุบันขณะ มองทะลุผิวหน้าของสิ่งรอบกาย เหมือนได้เชื่อมตัวเองต่อติดกับโลกที่จริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังภาพมายาที่ตาเห็น ในความถี่ที่สอดคล้องกับสุขภาวะของเขา.
          การกินลมปราณ กินแสงแดด แตกต่างกับการอดอาหาร.  การอดอาหารเป็นไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ระหว่างอดอาหารแต่ละวัน ร่างกายนำสารอาหารที่สะสมไว้ในร่างกายออกมาใช้แทน ซึ่งหมายความว่า สารอาหารสะสมที่เคยมีในร่างกาย จะหมดลงได้.  การอดอาหารแม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้อวัยวะภายในสะอาดขึ้น แต่หากอดอาหารนานเกินไป ร่างกายอ่อนล้าลงเมื่อหมดสารอาหารสะสมแล้ว ทำให้ต้องหวนกลับไปกินอาหารอีกครั้งหนึ่ง.  
         ส่วนการเลือกกินลมกินแสงแดด คือเลือกกินพลังงานโดยตรง.  ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า คนเจตนาไม่กินอาหารได้ คือพยายามอดอาหารได้ (ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง)  แต่ไม่เลี้ยงดูร่างกายไม่ได้.  หากอยากมีชีวิตต่อไป ต้องรักตัวเอง จึงต้องกินอะไรที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย.  ในเมื่ออาหารปราณอาหารแสง เป็นอาหารสะอาด เป็นพลังงานสะอาด ที่ร่างกายนำไปใช้ได้เลย ทำไมไม่ลองดูให้รู้ด้วยตัวเองล่ะ? อะไรจะดีกว่าออกซิเจน ดีกว่าน้ำสะอาด. ระบบสุขอนามัยระบบใหม่นี้ ขจัดปัญหาเรื่องอาหารการกิน สุขอนามัยในการกิน ลักษณะการปรุงแต่งอาหารฯลฯ. (ทุ่นเงินและเวลาลงไปเยอะเลย)
           ในฝรั่งเศสผู้ที่เรียกตัวเอง ว่าเป็นผู้กินอาหารปราณ (les praniques) คือผู้ที่ไม่กินอาหารแข็งใดๆเลย ด้วยความหวังในสุขภาพที่ดีกว่า ที่เอื้ออำนวยให้เขาแบ่งบานเต็มศักยภาพ. อาหารปราณจึงอาจเทียบได้กับอาหารของทวยเทพ. ลมปราณในอายุรเวชอินเดีย คือ Qi หรือ คี่ ในแพทย์แผนจีนฯลฯ และที่เป็น ambrosia หรือ nectar น้ำอมฤทธิ์ของทวยเทพกรีกเป็นต้น.
          ปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนมากที่เลือกใช้ชีวิตด้วยการกินลมปราณเป็นอาหารอย่างตั้งใจ  เสพพลังงานที่เป็นพลังจักรวาลที่มีทั่วไปในบรรยากาศโลก. ประมาณกันว่ามีราวสี่หมื่นห้าหมื่นคนในโลก และ400 คนในฝรั่งเศส. ที่เป็นไปได้ เพราะรู้จักปรับสมดุลของร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก จิตสำนึกและจิตวิญญาณให้สอดคล้องกลมกลืนกัน. กินลมปราณเป็นอาหารจึงกลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว มีพยานหลักฐาน เป็นแบบอย่างให้เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิต เสริมสร้างสุขภาพด้วยพลังดีๆที่อยู่รอบตัว.

เคล็ดลับของการเลี้ยงดูกายและจิต กับวิญญาณสำนึก         

จากประสบการณ์การเลือกกินลมกินแสงสว่างเป็นอาหาร กาเบรียล เลสกัว พบความสมดุลในชีวิตของเขาและใช้ชีวิตช่วยบำบัดความเจ็บป่วยของคนอื่นๆ.  การศึกษาหาความรู้ในหลายกระแสทั้งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนโบราณ ทำให้เขาสังเคราะห์หลักการที่จักช่วยบำบัดคนทั้งกายและใจที่ตกอยู่ในความเครียดเรื้อรัง. สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตที่แท้จริง ที่นอกจากต้องเลี้ยงดูให้อาหารที่ดีแก่ร่างกายแล้ว ยังต้องหล่อเลี้ยงจิตสำนึกด้วยพลังงานดี พลังงานสะอาด ควบคู่กันไปด้วย. หลักการสามประการของเขาคือ

๑. การอยู่กับปัจจุบันขณะ. ทุกขณะของชีวิต จิตใจลอยไปกับสารพัดเรื่องที่แทรกตัวเข้ามา หรือที่ติดค้างอยู่ในใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องในอดีต ก็เป็นเรื่องในอนาคต. คนจึงไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน มิได้อยู่กับสิ่งที่เห็น ที่ฟัง ที่ทำอยู่ตรงหน้า. ความเงียบเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ตรึงคนไว้ในปัจจุบันขณะ. ความเงียบทำให้หูได้ยินชัดขึ้น หรือเงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟังเพื่อให้ได้ยินอะไรๆมากที่สุด เมื่อตั้งใจฟัง ก็หยุดอยู่ที่ปัจจุบันขณะ.
        ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องเล็กน้อยที่พวกหมอสอนศาสนา นักพรต นักบวช นักปฏิบัติธรรม ปลีกวิเวกไปอยู่ในอาราม คอนแวนต์ ในชนบทแทนการอยู่ในเมือง. ในที่สุดคือการไปฝึกสมาธิและเจริญสติตามลำดับ.
         หลังจากทำงานมาตลอดสัปดาห์ ตลอดเดือน ชาวกรุงชอบออกไปในชนบทแม้เพียงสองสามชั่วโมง  สุดสัปดาห์ หรือยามพักร้อน พาสมาชิกครอบครัวออกไปในชนบท.  ผ่อนคลายความเครียดและรับพลังจากธรรมชาติเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุด.
          80% ของความเจ็บป่วยเกิดจากความเครียด. ร่างกายต้องสร้างฮอร์โมนต้านความเครียด (ฮอร์โมนคอร์ติซอล-cortisol, ฮอร์โมนอะดรีนาลีน-adrenaline). จะให้ฮอร์โมนเหล่านี้ช่วยเท่านั้น มันไม่เพียงพอ ไม่ทัน หรือบางทีงานหนักเกินไป จนอาจเป็นสาเหตุของเนื้องอกที่ต่อมหมวกไตที่เป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนต้านความเครียดเหล่านี้. การคลายเครียดจึงเป็นประเด็นด่วนในสังคมปัจจุบัน.

๒. การหยุดนิ่งอยู่กับที่. ไม่ได้หมายถึงไม่ทำอะไร แต่หมายถึงการทำอะไรเพียงอย่างเดียวในแต่ละขณะ ซึ่งจะเพิ่มคุณภาพ ความประณีตแก่สิ่งเดียวที่ทำ. มุ่งอยู่กับงานตรงหน้า ให้เหมือนที่พระเซนญี่ปุ่นที่คราดทรายบนสนาม เป็นการปฏิบัติธรรมแบบหนึ่ง. งานที่คนภายนอกเห็นว่าจดจ่อมุ่งมั่นทุ่มเทนั้น ตัวพระเอง(น่าจะ)ไม่รู้สึกเกร็งแบบนั้น ตรงกันข้าม เขาทำไปเรื่อยๆ กิริยาท่าทางสงบ สม่ำเสมอ โดยไม่คิดหรือคาดหวังผลลัพท์ที่ต้องวิเศษสุดที่เป็นได้  เพราะถ้าทำงานด้วยสำนึกเยี่ยงนั้น ความเครียดก็เข้าบีบคั้น หมดความสงบสมดุลภายใน.  การหยุดนิ่งอยู่กับที่ คือ อยู่กับ « ที่นี่และเดี๋ยวนี้ » จึงเสริมประเด็นของการอยู่กับปัจจุบันดังที่กล่าวมา.

๓.  การทรงตัวในแนวตั้ง. ผู้คนมักลืมว่า คนมีชีวิตอยู่ทั้งในแนวราบและแนวตั้ง เพราะส่วนใหญ่จมติดอยู่กับแนวราบแนวนอน.  คนสะสมโภคทรัพย์ต่างๆตามกระแสสังคมวัตถุนิยม แผ่ขยายอาณาจักรตัวตนไปบนพื้นที่ กว้างออกๆ ที่กลายเป็นกลไกของการสรรหาสรรพสิ่งมาเพิ่มพูนเพื่อเติมเต็มพื้นที่แนวราบของตัวเอง. ยิ่งมีสมบัติห้อมล้อมมากเพียงใด ให้คนเห็นว่าใหญ่โตหรือโดดเด่นในสังคม แต่ตัวตนแท้จริงเขากลับเล็กลงๆ จมหายไปในกองวัตถุ. นักเดินทางที่มีกระเป๋าใบน้อย ตัวเบา ย่อมไปได้ไกลกว่า เหนื่อยน้อยกว่าการแบกสัมภาระมากมายบนหลัง. นักเดินทางชีวิตก็เช่นกัน หากปล่อยความหลงความยึดติดแบบต่างๆลงไปได้  ตัวเบา จิตโล่งโปร่งสบาย มโนสำนึกย่อมแจ่มกระจ่าง. แนวนอนดึงเราลงบนพื้น.
           ร่างที่ตั้งตรง เป็นเสาอากาศ เป็นเครื่องส่ง เครื่องรับ เชื่อมต่อติดกับทุกอย่าง กับพลังงานรอบตัวและรับพลังงานเข้าสู่ตัว.  แนวตั้งเชื่อมหัวจรดเท้า รับพลังทั้งจากใต้พื้น กับพลังจากเบื้องบน.  แนวตรงของร่างกาย ตามแนวกระดูกสันหลังไปถึงกลางกระหม่อมที่ต่อมไพเนียล (pineal gland) เป็นเส้นทางหลักในอายุรเวชอินเดีย ของแพทย์แผนจีนเป็นต้น. เป็นช่องทางเดินของลำแสง. แสงคือคลื่น คลื่นมีความสั่นสะเทือน แสงคือพลังงาน.
         วิทยาศาสตร์บอกว่า ต่อมไพเนียล เป็นต่อมไร้ท่อ ขนาดเล็กเพียง 5-8 มม. รูปร่างเหมือนเมล็ดสน อยู่ในใจกลางสมอง ที่มีเซลล์คล้ายกับเซลล์ของจอตา จึงรับรู้แสงสว่างได้เช่นเดียวกับตา.  ต่อมไพเนียลสร้างฮอร์โมนรับแสงได้ จึงเป็น “ตาที่สาม” ของมนุษย์ ดังที่ปรากฏกล่าวถึงเสมอในอารยธรรมโบราณตั้งแต่ชนเผ่าซูเมเรียน อีจิปต์โบราณ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ. มักเจาะจงด้วยว่า เป็นที่สถิต ที่แสดงตนของวิญญาณเทพ วิญญาณนักบุญเป็นต้น. ศิลปะแสดงด้วยเส้นรัศมีแผ่ออกรอบศีรษะ หรือลำแสงที่พุ่งจากกลางกระหม่อม หรือเป็นดวงตาดวงเดียวภายในหรือบนยอดของสามเหลี่ยมปิรามิด (ดังที่เห็นบนธนบัตรหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ที่สื่อนัยน์ตาของพระเจ้าที่มองไปทั่วทุกทิศ-the all-seeing eye of God)  หรือเป็นเพชรพลอยติดบนหน้าผากของพระพุทธรูปแบบจีนญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้น. 

         คนยืนตัวตั้งตรง จึงเป็นสะพานเชื่อมผืนดินกับแผ่นฟ้า เชื่อมดิน น้ำ ลม ไฟ,  เชื่อมวงจรพลังงาน เป็นวงจรชีวิตและวงจรจิตสำนึกกับจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน. 
ด้านหลังของโครงร่างของคน เห็นเส้นทางของพลังงาน ตั้งแต่ส้นเท้าตรงขึ้นกลางกระหม่อม ที่เชื่อมต่อขึ้นไปในอากาศไปยังดาวดวงหนึ่ง แล้วต่อไปถึงจักรภพ. ภาพจากเพ็จ Palungjit.org
          การอยู่กับปัจจุบันขณะ การหยุดอยู่กับที่ และการทรงตัวตรง รวมกันสร้างความพร้อมบริบูรณ์ที่นำคนพบความสมดุลทั้งกายและใจ ทั้งยังนำวิญญาณสำนึก แผ่ออกไปกว้างจาก ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็นทุกที่ในขณะเดียวกัน.  

ถือโอกาสนำภาพของดวงตาที่สาม มาลงให้เห็นและเข้าใจกันชัดๆว่า ตรงกับข้อมูลวิทยาศาสตร์-สรีรวิทยาของสมอง. เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ฝึกมองด้วยตาที่สามนี้ และรับพลังดีๆจากจักรวาล.
ภาพจากเว็บเพจ เทียบให้เห็นว่าสัญลักษณ์ดวงตาของเทพรา (Ra) ในอารยธรรมอีจิปต์ สะท้อนให้เห็นลักษณะและตำแหน่งของต่อมไพเนียลในสมองคน.

ภาพพิมพ์แสดงระบบประสาทการมองเห็นที่ René Descartes (1596-1650 ชาวฝรั่งเศส)อธิบายไว้ ลากเส้นทางเดินของแสงจากดวงตาสู่ต่อมไพเนียลและต่อไปยังกล้ามเนื้อต่างๆ. ปรากฏในหนังสือ Opera Philosophica, 1692.

ที่ตั้งของต่อมไพเนียลระหว่างสมองสองซีกของคน. ปลาก็มีตาที่สามบนหัวด้วย.

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่รอบตัวคน ผ่านเข้าไปถึงต่อมไพเนียล และส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนไหวเป็นพิเศษโดยเฉพาะระบบประสาท พฤติกรรมเพศสัมพันธ์ วงจรการนอนหลับเป็นต้น. ภาพจาก 

ข้อความจากคัมภีร์ใหม่ฉบับของแม็ทธิว เขียนไว้ในความหมายว่า ตาคือหน้าต่างที่แสงส่องผ่านสู่ร่างกาย. 
เมื่อตาดวงนี้เปิด (หมายถึงตาที่สาม) แสงสว่างจักจำรัสไปทั่วทั้งร่าง (เห็นอดีตและอนาคต หรือเห็นไปในสามโลก) » (Matthew 6:22,23)  ภาพจากที่นี่

ดวงตาบนยอดสามเหลี่ยมปิรามิด แผ่รังสีแสงสว่างออกไปโดยรอบ เป็นตราแผ่นดิน
เห็นได้ในธนบัตรหนึ่งเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ. ภาพจาก 123fr.com

ภาพจิตรกรรม ประกาศสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ปี 1789” ต่อผู้แทนราษฎรของชาวฝรั่งเศส(เจาะจงในบรรทัดที่ขอบล่าง)  เป็นผลงานของ Jean-Jacques-François Le Barbier.  มีข้อความเหมือนจารึกลงบนแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสตรีสองคน นั่งขนาบซ้ายและขวา ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรสั่งให้พระราชกฤษีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ด้วยความเห็นชอบของพระเจ้าแผ่นดิน ภายหลังการประชุมในสภาฯระหว่างวันที่ 23, 24 และ 25 สิงหาคม ปี 1789.
ตอนบน มือขวาของเทวทูตถือคทาชี้ไปที่ดวงตาภายในสามเหลี่ยมปิรามิดบนท้องฟ้า ส่วนมือซ้ายชี้ลงไปที่ประกาศสิทธิฯ. สื่อให้รู้ว่า มีดวงตาของพระเจ้าคอยจับจ้องติดตามให้เป็นไปตามประกาศนี้.
สตรีด้านซ้ายของภาพ เครื่องนุ่งห่มแบบเรียบไร้เครื่องประดับตกแต่ง บอกให้รู้ว่าเป็นสตรีสามัญชน (ฝรั่งเศสเรียกภาพสตรีรูปลักษณ์แบบนี้ ที่กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของชาวฝรั่งเศส ว่า Mariane-มารีอาน).  แต่มารีอานคนนี้ มิได้สวมหมวกผ้า ที่เป็นสัญลักษณ์ของการสู้เพื่อเสรีภาพ (bonnet phrygien) เพราะการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้วในขณะนั้น แต่เป็นมงกุฎราชินี พร้อมเสื้อคลุมไหล่ตัวใหญ่ที่มีดอกลิลลีปักเป็นระยะ (fleur-de-lis). ทั้งมงกุฎและเสื้อคลุมเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ฝรั่งเศส. มือทั้งสองของสตรีคนนี้ จับปลายโซ่ตรวนที่ขาดแยกจากกันแล้ว. ตามองไปที่ดวงตาของพระเจ้าในท้องฟ้า เหมือนเชื่อและวางใจ. จิตรกรเจาะจงนัยว่า หญิงสามัญชนได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นข้าทาส มีอิสรภาพและเสรีภาพตามประกาศนี้ และมีฐานะเสมอด้วยราชินี.  
ให้สังเกตยอดทวนด้ามยาวที่แบ่งครึ่งภาพนี้  มีหมวกผ้าสีแดง ที่เรียกว่า bonnet phrygien สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวประชา (เหมือนบอกว่าหญิงสามัญชนถอดออก).
ภาพจาก commons.wikimedia.org  ดังเจาะจงว่า Jean-Jacques-François Le Barbier,1789 [Public domain]    

จิตรกรเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหลายอย่างในประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่สอดคล้องกับการนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ของศิลปินคนอื่นๆร่วมสมัยและที่บันทึกไว้ในเอกสารลายลักษณ์ของยุคนั้น.

โชติรส รายงาน
๔ กันยายน ๒๕๖๒.