Sunday, April 18, 2021

Why stoicism

     Zeno of Citium เป็นผู้สถาปนา สโตอิซิซึม เมื่อราว 300 ก่อนคริสตกาล, เป็นกระแสปรัชญาที่เกิดขึ้นทีหลัง โสเครติส(c.470-399BC) เปลโต (c.429-347 BC), อริสโตเติล (384-322BC) เป็นต้น. เซโนเป็นพ่อค้าขายสีผู้ร่ำรวย และสูญเสียโภคทรัพย์ไปในเรืออับปาง. เขาเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด. เขาเร่ร่อนไปในกรุงอาเธนส์ ไม่มีเงินติดตัว. ครั้งหนึ่งผ่านแผงหนังสือ เห็นหนังสือ Memorabilia ของ Xenophon. เขาอ่านเรื่องราวของโสเครติสจากหนังสือเล่มนั้น แล้วถามคนขายว่า เขาจะหาคนอย่างโสเครติสได้ที่ไหน. ในขณะที่กำลังคุยกับคนขายอยู่นั้น Crates of Thebes (c.365-285 BC. เป็นนักปรัชญากระแส cynicism ที่มีทัศนะต่อต้านการเสวยสุขส่วนตน). เดินผ่านสองคนนั้นพอดี คนขายหนังสือชี้ไปที่ Crates และบอกว่าให้ตามชายคนนั้นไป แล้วเขาจะพบสิ่งที่เขาใฝ่หา. Zeno กลายเป็นลูกศิษย์ของ Crates และยังไปเรียนกับครูอาจารย์คนอื่นๆอีกด้วยตลอดระยะเวลาสิบปี. เขาสกัดสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาได้เรียนมาจากสำนักต่างๆและสถาปนา สโตอิซิซึม-Stoicism. น่าเสียดายว่าไม่มีบันทึกใดๆเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน. เซโนเชื่อว่า คนควรยึดเหตุผลเป็นหลัก, ว่าสรรพสิ่งไม่ยั่งยืน ไม่มีค่าที่แท้จริง. Zeno ประกาศว่า ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จ  ชีวิตเจริญรุ่งเรือง เมื่อเรือข้าพเจ้าอับปางลง. ละให้เข้าใจว่า ชีวิตก่อนหน้านั้นไม่มีความหมายใดๆ. กระแสปรัชญานี้ อาจจัดได้ว่าเป็น ปรัชญาเบ็ดเสร็จ ในความหมายว่า ไม่เป็นเพียงระบบความคิด ระบบความเข้าใจโลก แต่เป็นทั้งทฤษฎีและหลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริง. ผู้ที่มาสืบทอดสโตอิซิซึม คือ เอพิกเตตุส Epictetus (50-135 AD).

      เอพิกเตตุสเกิดเป็นทาส แต่ตายในฐานะครูผู้มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น. เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นครูหรือเป็นปราชญ์. เขาเป็นคนที่ใฝ่หาความรู้พิเศษเฉพาะแบบ ความรู้ที่จะเอาไปใช้เมื่อประสบปัญหาหรือความยุ่งยากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต และเอาชนะมันได้. ความรู้ที่เขาได้มาจากประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวและจากปัญญาชาญฉลาดของทั้งผู้เป็นครูและตัวเขา. ปราชญ์สโตอิกผู้นี้ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและลึกล้ำ คนจำนวนมากเดินทางร้อยๆไมล์เพียงเพื่อให้มีโอกาสไปฟังเขาแม้เพียงครั้งเดียว.

      จักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrian, 76-138 AD) ก็ได้ไปฟังเขาพูด. โชคดีเพียงใดที่มีหนุ่มคนหนึ่งในหมู่ผู้ฟังขาประจำ จดคำพูดของเอพิกเตตุสไว้และจารึกนั้นสืบทอดต่อมาถึงเรา, ผ่านหูผ่านตาบุคคลสำคัญๆในประวัติศาสตร์ยุโรปตลอดระยะเวลาสองพันกว่าปี. จักรพรรดิโรมันมาร์กุส เอาเรลีอุส (Marcus Aurelius, 121-180 AD) ได้เขียนลงในบันทึกส่วนตัว ขอบคุณคนๆหนึ่งที่ให้เขายืมหนังสือของเอพิกเตตุส. ประธานาธิบดีรูสเวลต์ (Theodore Roosevelt, 1858-1919 ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 26) มีหนังสือของเอพิกเตตุสติดตัวเสมอ ตลอดเส้นทางชีวิตของเขา. นายพลเจมส์ สต็อกเดล (James Stockdale, 1923-2005. พลเรือเอกและนักบินแห่งกองทัพสหรัฐ. มีหนังสือของเอพิกเตตุสติดตัว เมื่อเขาต้องนำกองทหารออกรบในสงครามเวียดนาม และเขาก็ใช้หนังสือของเอพิกเตตุสหนุนหัวนอนตลอดเจ็ดปีในคุกเมื่อตกเป็นเชลยสงครามที่นั่น. ต่อมาเขาประพันธ์หนังสือชื่อ Doctrines in a Laboratory of Human Behavior เล่าประสบการณ์ว่าปรัชญาสโตอิซิซึมได้ช่วยชีวิตเขาอย่างไรในคุก. อัลเบิร์ต เอลลิซ นักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดชาวอเมริกัน (Albert Ellis, 1913-2007) ผู้สถาปนาทฤษฎี Rational Emotive Behavior Therapy บอกว่า ได้อาศัยคำสอนของเอพิกเตตุส พัฒนาทฤษฎีบำบัดพฤติกรรมอันสืบเนื่องกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ความคิดในเชิงลบ ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมทางอารมณ์และความประพฤติอันรุนแรงเป็นต้น. ยังมีคนอื่นๆอีกมากที่คำพูดและความคิดของเอพิกเตตุสได้ดลใจและนำทางพวกเขา. ชัดเจนว่าเอพิกเตตุสเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฉลาดสุขุมและเป็นแรงดลใจแก่คนอื่น คนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ. 

     ปรัชญาหลักของสโตอิซิซึม บอกว่า ในชีวิต มีสิ่งที่ขึ้นกับเรา อยู่ในมือเรา ที่เราจัดการได้, กับสิ่งที่ไม่ขึ้นกับเรา อยู่นอกอำนาจ เกินความสามารถของเรา. การรู้จักแยกแยะว่าอะไรที่ขึ้นกับตัวเราและอะไรที่ไม่ขึ้นกับตัวเรา เป็นก้าวแรกสู่จิตสำนึกว่า แต่ละคนมีข้อจำกัดไม่ว่าเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว, ชีวิตของชุมชน, หรือชีวิตของมนุษยชาติ. ปรัชญาสโตอิซิซึม จึงสอนการรู้จักถ่อมตน, ให้ตระหนักถึงความจำกัดและจุดจบของตัวเอง. ให้รู้แยกแยะให้ถูกต้องว่า อะไรที่เราทำได้ เปลี่ยนได้. สโตอิซิซึมเป็นหลักปรัชญาที่ใช้ได้จริงในชีวิต และสอดคล้องกับวิวัฒนาการส่วนตัวของแต่ละคน. มันขึ้นกับตัวเองที่จะทำงานเพื่อบรรลุความสำเร็จ, เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวให้มีกินมีใช้. แต่คนเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาขี้ริ้วหรือทุพพลภาพ, เลือกเกิดที่ไหนมุมใดในโลกไม่ได้ เป็นต้น. หรือมีบางอย่างในชีวิตที่เรารับมาเป็นมรดกเช่นพันธุกรรม และบางอย่างในชีวิตที่แต่ละคนต้องก่อร่างสร้างขึ้นเอง (เช่นสั่งสมโภคทรัพย์ ไต่เต้าขึ้นบันไดยศบันดาศักดิ์เป็นต้น).

     อย่าเสียเวลาสนใจสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจการควบคุมของเรา. หันไปบริหารจัดการสิ่งที่เราทำได้ คุมได้ เราจะรู้สึกพอใจกว่าการเสียเวลากับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นหงุดหงิดเรื่องดินฟ้าอากาศ. ในความเป็นจริง สิ่งที่รบกวนเราที่สุด มิใช่ใคร อะไร หรือเหตุการณ์ สถานการณ์ใด แต่ความคิดของเราเองเกี่ยวกับสิ่งนั้น. อย่าไปมัวหมกมุ่นกับการเปลี่ยนความจริง แต่จงเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความจริงนั้น. เช่นในเรื่องความตาย. เรามักจะลืมว่าชีวิตนี้แสนสั้น ชีวิตคนอื่นๆก็เช่นกัน, คนที่เรารักอาจตายเมื่อใดก็ได้, เราต้องยอมรับความตายของเขาเพราะนั่นคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่มีเกิดและมีตายควบคู่กันไป. การรู้เช่นนั้น ไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องยอมรับให้ลึกถึงก้นบึ้งของจิตใจ. หากเริ่มคิดว่า จะตายเมื่อไหร่ อายุเท่าใด ในสภาวแวดล้อมอย่างใด หรือนอนแล้วไม่ตื่น ตายในอุบัติเหตุ ตายด้วยโรคฯลฯ คิดเรื่อยเปื่อยแบบนี้ ความหวั่นวิตกกังวลก็คลืบคลานเข้าจับจิตคุณแล้ว. คิดเช่นนี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่า ในก้นบึ้งของจิตใจ คุณยังไม่ได้ยอมรับความตายจริงๆ.  ในหมู่สโตอิก ความตายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว เพราะหากยังมีชีวิต ความตายยังไม่มา และเมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่ทุกข์เรื่องตาย. ในความเป็นจริง คนจึงไม่ต้องเผชิญความตายซึ่งๆหน้า,  เพราะเมื่อความตายมาถึง มันก็เร็วเกินกว่าจะรู้สึกกลัว. ในที่สุดความหวั่นวิตกเรื่องความตาย คือความวิตกกังวลทางความคิดมากกว่าอื่น ไม่ใช่วิตกเกี่ยวกับความจริงว่าทุกคนต้องตาย. เท่ากับว่า หมกมุ่นอยู่กับอนาคตหรือนึกย้อนความหลังที่ผ่านมา มากกว่าอยู่กับปัจจุบันขณะ. ทั้งอนาคตและอดีต ทำให้อารมณ์ความรู้สึกอ้อยอิ่ง เหมือนการเคี้ยวเอื้อง จิตสำนึกไม่เคยหลุดไปจากอารมณ์เหล่านี้. (ในปรัชญาสโตอิซิซึม อารมณ์ความรู้สึก เขาใช้คำว่า passion ที่มาจากคำภาษากรีกว่า pathos ที่แปลว่า ความทุกข์ทรมาน).  ความทุกข์ทรมานของคน แทรกหลบในหลืบของจิตใจ, ความกลัว ความเสียดาย ความอิจฉา ความโกรธ, ความทุกข์เป็นหลักฐานยืนยัน ว่าแท้จริงเราไม่ได้ยอมรับชีวิตตามที่มันเป็นจริง.

      อารมณ์ความรู้สึก ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากต้นเหตุ. คนที่เป็นสโตอิก จักไม่ยินดียินร้าย ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก, เป็นรูปแบบหนึ่งของการวางเฉย. แต่ไม่ใช่การวางเฉยที่ปราศจากจิตสำนึก, เป็นการวางเฉยที่เกิดจากการรู้จักควบคุมตัวเอง. เมื่ออารมณ์ความรู้สึกหรือความทะยานอยากเกินตัว ไม่ได้เป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา. เราจึงหลุดออกจากมายาคติ. อารมณ์ความรู้สึกทำให้คนกลายเป็นทาส มันเป็นฉากทึบกั้นมิให้มองเห็นความเป็นจริงตามที่มันเป็น.

      ส่วนสิ่งที่อยู่นอกอำนาจเรา สองมือเราไปปฏิวัติเปลี่ยนโลกไม่ได้. เราทำสิ่งที่เราทำได้ โดยไม่สนใจผลที่จะตามมา. โลกหมุนต่อตามวงโคจรโดยไม่เกี่ยวกับเอกบุคคลใด จะอยู่จะไป โลกก็หมุนไปๆ. แม้แต่ละคนจะเป็นส่วนหนึ่งของโลก ทิ้งร่องรอยของชีวิตบนโลก แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของโลก. แต่ละคนจึงทำในสิ่งที่เขาทำได้ ไม่ใช่เรื่องอะไรของเราที่จะทำอะไรแทนคนอื่นๆ. สโตอิซิซึม เป็นปรัชญาของความโปร่งใส คนที่ทำอะไรยิ่งใหญ่ คือคนที่ทำดีที่สุดในสิ่งที่เขาทำได้.

     หากเรายึดกฎของโลกว่า โลกอยู่มาแล้วก่อนเราเกิดและจะอยู่ต่อไปอีกเมื่อเราตาย สิ่งที่เราทำได้ย่อมเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความตระหนักรู้ถึงความจำกัดของเราเอง. เราเข้าใจโลก เข้าใจว่าโลกมีวิถีของโลก, เรายอมรับเรื่องนี้, เมื่อเรายอมรับวิถีโลก เราก็มีความสุข. ผู้มีปัญญาชาญฉลาด เปี่ยมด้วยความรอบรู้และความรอบคอบ ย่อมเป็นสุข. เขาไม่สนใจสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของเขา ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งจักรวาล. จักรวาลเป็นไปตามกฎของมัน ไม่อยู่ในอำนาจคนที่จะไปเปลี่ยนกฎเหล่านั้นได้. เราต้องควบคุมกายใจของเราเอง ไม่ปล่อยให้ถูกกระทบจากสิ่งที่อยู่นอกอำนาจเรา. มันขึ้นอยู่กับเราที่จะทำชีวิตให้เป็นสุขในสถานการณ์จริงของเราเอง. 

      เข้าใจโลก คือเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมีสาเหตุให้มันเกิด และนี่คือกฎของจักรวาล. (ศาสนิกศาสดาองค์ใด อาจมองว่า ศาสดาหรือพระเจ้าเป็นผู้จัดให้).  ศักยภาพในการเป็นตัวตนของเราเอง กุมบังเหียนชีวิตของเราเอง เป็นผลจากการมีความเข้าใจอันแจ่มกระจ่างเกี่ยวกับโลก. เมื่อเข้าใจว่าอะไรที่เกิดขึ้น เป็นผลจากเหตุที่เกิดมาก่อนแล้ว. ทุกอย่างเป็นตรรกะ มีเหตุปัจจัย มีเหตุผลอยู่รอบล้อมและครอบคลุม. เราอาจไม่สามารถชี้เจาะจงเหตุที่เกิดขึ้น แต่เรารู้ว่า ไม่มีปรากฏการณ์ใดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ. ทุกอย่างเกิดขึ้นและตั้งอยู่เพราะมีเหตุให้เป็นไปเช่นนั้น. (ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ นักจักรวาลวิทยา หรือนักฟิสิกส์ เพิ่มวิสัยทัศน์ขึ้นใหม่ว่า มีสิ่งที่เกิดนอกเหตุเหนือผล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองเหมือนความบังเอิญ แม้จะทดลองพิสูจน์กี่ครั้ง ก็หาสาเหตุไม่ได้เป็นต้น). ทุกปรากฏการณ์จึงอธิบายได้ แต่อธิบายปรากฏการณ์ใด ไม่ได้หมายความว่ายอมรับปรากฏการณ์นั้นอย่างอัตโนมัติ และก็ไม่ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้น ถูกต้องทั้งในระดับสังคมและระดับศีลธรรม. เราอาจอธิบายคนก่ออาชญากรรมได้ในเชิงการแพทย์, เชิงจิตวิทยา, เชิงจิตวิเคราะห์, เชิงสังคมเป็นต้น. การอธิบายเช่นนี้ไม่ได้ลบล้างความผิดที่เขาไปฆ่าใคร. จึงต้องแยกแยะการอธิบายออกจากการหาข้ออ้าง.

     จักรวาลเป็นมวลรวมปรากฏการณ์ของเหตุและผลจากปรากฏการณ์ทั้งสิ้นทั้งปวง. คนในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวาล จึงควรอยู่อย่างสอดคล้องกับจักรวาล สอดคล้องกับหลักการของเหตุปัจจัย. การรู้เหตุผล ปลดคนให้หลุดจากตาข่ายของอารมณ์ ไม่เสี่ยงกับความทุกข์ทรมาน, ความเครียดหรือความเศร้า. ยิ่งใช้ชีวิตตามหลักการของเหตุปัจจัย คนจะยิ่งเป็นอิสระ ยิ่งมีความสุข. ตาข่ายอารมณ์ความรู้สึก เหมือนปลิงดูดเลือดที่สกัดกั้นศักยภาพการใช้ชีวิตตามเหตุตามผล. ผู้นิยมลัทธิสโตอิซิซึม ยืนยันว่าเป็นไปได้ที่จะเบี่ยงตัวออกจากตาข่ายดังกล่าว แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย. ไม่เคยมีใครพูดว่า การสั่งสมปัญญาความรอบรู้และความฉลาดสุขุมนั้น เป็นเรื่องง่าย. นักปรัชญาส่วนใหญ่ ไม่เคยพูดว่าความสุข ความรู้ เป็นสิ่งที่ได้มาง่ายๆ, พวกเขาพูดว่า เป็นไปได้ ทำได้. การที่คนสามารถคิดโครงการเพื่อบรรลุความสุขและปัญญาญาณ เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า มันเป็นเรื่องทำได้.

     เป้าหมายของการอยู่เยี่ยงมนุษย์ คือการบรรลุความสุขและปัญญาอันชาญฉลาด. ความสุขสำหรับสโตอิก ไม่เกี่ยวอะไรกับความพอใจเมื่อได้สิ่งที่ต้องการ. การสนองความต้องการของตัวเอง ตรงข้ามกับคติของความสุข. โดยปริยาย คนต้องการสิ่งที่ตัวเองไม่มี เมื่อเกิดความต้องการ เท่ากับว่าเราขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น (เป็นทาสของความต้องการ) ความสุขของคนนั้น จึงขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น, สิ่งที่เขายังไม่มี. ดังนั้น คนนั้นจึงผูกความสุขของเขากับสิ่งที่เขาต้องการ. สำหรับสโตอิก ความสุขไม่อยู่ที่การได้สิ่งที่ต้องการ, ความสุขไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการ, ความสุขไม่ใช่ความต้องการเป็นเจ้าของใครหรืออะไร. คนอาจมีความสุขในความทุกข์ ในยามเจ็บป่วย ในความโดดเดี่ยว. นักสโตอิกตัวยง คือผู้ที่สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงใดๆโดยไม่มีอารมณ์และไม่แสดงความรู้สึกเจ็บปวด. นี่เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง แต่พวกโยคีหรือพระอริยสงฆ์ สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้, (ในสายตาคนอื่น) พวกเขาทนทาน ไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน. การฝึกทำสมาธิเป็นเส้นทางสู่ปัญญาญาณ, การทำสมาธิมุ่งเพ่งไปที่จิตมากกว่าที่ร่างกาย. ถอดจิตออกจากกาย กายจะเป็นฉันใด ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด.

      ไม่มีประโยชน์ที่จะโมโหหรืออารมณ์เสียเมื่อเกิดพายุฝนหรือเมื่ออากาศหนาวจัด. ให้จัดการช่วยตัวเองให้พ้นภัยพายุหรือภัยหนาว. หลายคนอาจคิดว่า ชีวิตจริง มิได้จำกัดอยู่กับเหตุและผลเท่านั้น, ฉันใดฉันนั้น ไม่มีเหตุผลใดที่ชีวิตต้องเป็นการสืบต่อไม่สิ้นสุดของความทุกข์ทรมานเท่านั้น มิใช่หรือ?.

       การมีความสุข คือมีความรู้สึกอิสระเสรี. แล้วทำอย่างไร คนจึงเป็นอิสระได้? จุดยืนของสโตอิซิซึมถือว่า การเป็นอิสระ คือการเพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่เราทำได้ และไม่สนใจในสิ่งที่อยู่นอกอำนาจเรา. สิ่งที่ขึ้นอยู่กับเรา อยู่ในการควบคุมของเราได้นั้น คือการมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็นจริง. ความสุขในชีวิต ขึ้นอยู่กับคุณภาพของความคิดของแต่ละคน (Marcus Aurelius).  สิ่งที่รบกวนเรา มิใช่เหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือความคิด คือจุดยืนของเราในสถานการณ์นั้นๆทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงความตายได้ สิ่งที่เราทำได้ คือการให้นัยความหมายแก่ความตาย. จะมองว่ามันน่าเกลียด น่ากลัว แล้วเอาความคิดแง่ลบนี้เข้าสิงในชีวิตเราทั้งชีวิต, หรือจะมองว่า ความตายเป็นวัฏจักรธรรมชาติ, มองว่ามันเป็นการพัก, เป็นการหลุดจากความทุกข์ทรมานของความแก่และความเจ็บป่วย. ยึดความคิดในเชิงบวกไว้. สิ่งไม่ดีทั้งหลาย จะไม่เกิดกับเราหากเราไม่เปิดให้มันเข้าครอบงำตัวเรา. เราจึงต้องพัฒนาความคิดอ่าน การไตร่ตรองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อมิให้เหตุการณ์นั้นมากระทบเรา. ความไม่ยินดียินร้ายแบบสโตอิกนั้น (ataraxia) เป็นที่รู้จักกันดี ที่ช่วยให้ทุกคนตั้งมั่น สุขุมและงามสง่าในทุกสถานการณ์ ไม่ตีโพยตีพายหรือปรักปรำใครหรืออะไร. เอพิกเตตุสเสนอภาพของปราชญ์กรีกว่า เป็นผู้เงียบ สุขุม พูดแต่สิ่งที่จำเป็นและพูดน้อย.

       เป้าหมายของสโตอิซิซึม คือการอยู่สอดคล้องกับธรรมชาติ, คืออยู่อย่างมีคุณธรรม, อยู่อย่างชาญฉลาดและมีเหตุมีผล  เพราะธรรมชาติมนุษย์ รู้จักคิดหาเหตุผล รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่. นี่เป็นสมบัติของคนเท่านั้น. ประเด็นสำคัญ คือการใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ โดยมุ่งไปที่สิ่งในชีวิตที่เราควบคุมได้ บริหารจัดการได้ และไม่ปล่อยให้โลกภายนอก มาครอบงำอารมณ์ความรู้สึกหรือความสุขของตัวเอง.

      สโตอิซิซึม ยึดคุณธรรมหลักสี่ประการดังนี้ การมีปัญญาสุขุม, ความยุติธรรม, ความกล้า, และการรู้จักควบคุมตัวเอง. ปัญญาสุขุมทำให้มีพฤติกรรมที่มีเหตุมีผลและมองโลกเชิงวัตถุวิสัย โดยไม่มีอคติ ในความหมายว่า มันก็เป็นเช่นนั้นเอง. ความยุติธรรม นำให้มองทุกพฤติกรรม ทุกเหตุการณ์ด้วยความเป็นธรรมและด้วยเมตตาจิต. ความกล้า คือการกล้าเผชิญเคราะห์กรรม และสำนึกได้ว่า ความกลัวทำร้ายเรามากกว่าสิ่งที่เรากลัว. การรู้จับควบคุมตนเอง เป็นความสามารถต้านสิ่งยั่วยวนและเลือกฝ่ายคุณธรรมแทนฝ่ายอธรรม.

      ความทุกข์เกิดจากมุมมองของเราเองต่อเหตุการณ์ภายนอกที่มากระทบเรา. หากมองความทุกข์ว่าเป็นสิ่งดี มันเป็นโอกาสสำหรับพัฒนาคุณธรรม และทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น. หากเราไม่ชอบแนวนี้ ความทุกข์ก็กลืนชีวิตเรา. ดังนั้น จงยอมรับหลักการแล้วความทุกข์ก็จะไม่มารบกวน. ความทุกข์ทำให้เราเป็นคนดีขึ้น ความทุกข์เป็นสิ่งมีค่า จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่รู้จักทนทุกข์. 

คนฉลาดยอมรับความเจ็บปวด อดทนสู้กับความเจ็บปวด โดยไม่เพิ่มความทุกข์เข้าไปอีก. (Marcus Aurelius)

ความสุขที่แท้จริง คือการเสพปัจจุบัน โดยไม่กังวลต่ออนาคต ไม่บันเทิงตัวเองด้วยความหวังหรือความกลัว แต่อยู่อย่างพอใจกับสิ่งที่มี และนั่นเพียงพอแล้ว เพราะใครที่ใช้ชีวิตเยี่ยงนั้น ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว. (Senaca)

อย่าเสียเวลาถกเถียงว่า คนดีควรเป็นเช่นใด. จงทำดีไปเรื่อยๆ. (Marcus Aurelius)

     หนังสือ คู่มือ Handbook ของเอพิกเตตุส หรือ หนังสือ ความคิดใคร่ครวญ Meditations ของมาร์กุส เอาเรลิอุส เป็นคัมภีร์ที่ชาวตะวันตกหลายคนยึดเป็นหนังสือข้างตัวเสมอ โดยเฉพาะในยามที่ท้อแท้ พวกเขาได้อาศัยความสุขุมแห่งปัญญาของปราชญ์สองท่านนี้ พยุงให้ลุกขึ้นและเดินต่อไปบนเส้นทางชีวิตอย่างสง่างามเยี่ยงราชสีห์.

    ในวิสัยทัศน์ของชาวตะวันตก ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณลงมา, ชีวิตคือชีวิตปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ที่อยู่นอกการควบคุมของพวกเขา แต่อยู่ในมือของเทพเจ้าหรือพระเจ้าที่ปลูกฝังกันมา. พวกเขาทำได้ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัตชอบตามบัญญัติศาสนา หรือตามจิตสำนึกที่ใฝ่ดีของเขาเอง. พวกเขายึดปัจจุบันขณะเป็นแกนนำพฤติกรรมทุกอย่าง และพยายามหาความสุขจากสภาวการณ์ในชีวิตจริง, ตระหนักถึงความจำกัดของตัวเองและของผู้อื่นด้วย, ตระหนักถึงกฎธรรมชาติที่ครอบงำสรรพชีวิตและสรรพสิ่งในจักรวาล. การใช้ชีวิตสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ. วิทยาศาสตร์ได้ยืนยันให้เห็นในเกือบทุกมิติ ว่ากฎบัญญัติของสังคม รัฐบาลหรือหน่วยงานใด ต้องตั้งอยู่บนฐานของความสมดุลในระบบนิเวศ เพื่อความอยู่รอดที่ยั่งยืนทั้งของโลกและของจักรวาล. คุณธรรมสี่ประการที่เน้นไว้ในสโตอิซิซึม อันมี ความยุติธรรม, ความกล้า(เผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร้อคติ, โดยไม่ตีโพยตีพาย, ยอมรับหากอยู่นอกอำนาจในมือเราเป็นต้น), ความฉลาดสุขุม รอบรู้และรอบคอบ และการรู้จักประมาณตนให้อยู่ในความพอดี ไม่ตึงไม่หย่อน. ทั้งสี่เป็นคุณธรรมที่ส่งผลดีแก่ผู้ปฏิบัติจริง.

     หลักการของสโตอิซิซึม ย้อนนำไกลไปเมื่อห้าพันกว่าปีก่อน ในคติของศาสนาพราหมณ์ ดังที่เล่าไว้ในภควัตคีตา เมื่อพระกฤษณะสอนอรชุนผู้ท้อแท้ใจ ไม่อยากทำสงคราม ฆ่าล้างพี่ๆน้องๆเครือญาติกันเอง, พระกฤษณะสอนให้นึกถึงหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อสถาปนาความสงบสุขบนโลกเป็นหลัก, ให้วางเฉยกับการแพ้การชนะ, หากจะต้องฆ่าคนตายจำนวนมาก ต้องมองว่า เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. ตามคติพราหมณ์ คนที่ถูกฆ่าตาย ร่างตายลงเท่านั้น แต่วิญญาณจะไปเกิดใหม่(ในองค์ของเทพเจ้านั่นเอง). ร่างกายจึงเป็นเพียงทางผ่านภพเท่านั้น เป็นวงจรการเกิดการตายอย่างนั้น จะมัวคร่ำครวญไปไย. ใจควรฮึกเหิม กล้าทำหน้าที่ของผู้นำให้ดีที่สุด.

     ส่วนพุทธศาสนา สอนเรื่องการปล่อยวาง บอกทางสู่การดับทุกข์ในปัจจุบันและลดความทุกข์ที่จะตามมาในอนาคต. สอนให้เห็นว่า ทุกอย่างที่เกิด เกิดเพราะมีสาเหตุที่ทำให้เกิด เป็นกรรมหรือวิบากกรรมที่ติดมาจากภพชาติก่อนๆ หรือแม้จากภพชาตินี้. การยึดติดอยู่กับร่างปัจจุบัน ที่เป็นเพียงเปลือกรวมขันธ์ห้า จึงไม่ช่วยให้คนหลุดพ้นทุกขเวทนาไปได้. ในความเป็นจริง จิตไหลไปไหลมาวนเวียนอยู่ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต. การจะหลุดออกจากวงจรดังกล่าว ต้องยึดปัจจุบันขณะเท่านั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสมาธิ วิปัสสนา ตระหนักถึงไตรสิกขา จนเกิดปัญญาเข้าพิจารณาไตรลักษณ์ และตัดขาดจากวัฏสงสาร ไปสู่การหยุดนิ่งอย่างถาวร, ไม่มีตัวตนอีกแล้ว, ไม่มีความรู้สึก, ไม่มีความคิด, ไม่มีการยึดติดใดๆหรือกับใคร. อาจจะเทียบกับพลังบริสุทธิ์ในจักรวาล. การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกให้หยุดนิ่ง การบรรลุพระสัทธรรม จึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก แทบจะสวนกระแสธรรมชาติของความเป็นคน.

      ชาวตะวันตกยังไม่ไปไกลถึงประเด็นนั้น หยุดอยู่แค่การบริหารจัดการชีวิตที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา และสร้างความสุขกับสิ่งที่มีในชีวิตปัจจุบัน ในเมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น และเชื่อว่าอยู่นอกการควบคุมของพวกเขา, อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ภพชาติหน้ามีจริงเป็นต้น. สโตอิซิซึมสำหรับพวกเขา เพียงพอที่จะช่วยให้เขาอยู่อย่างสบายใจโดยไม่แล้งน้ำใจ ในโลกของความจริงปัจจุบัน.

โชติรส พินิจธรรม

๑๘ เมษายน ๒๕๖๔.

ผู้สนใจ อาจตามไปอ่านได้ตามตัวอย่างลิงค์ที่ให้ข้างล่างนี้ :

*https://1000-idees-de-culture-generale.fr/manuel-d-epictete/  (คู่มือของเอพิกเตตุส)

*https://www.youtube.com/watch?v=kiDRr1Ud22I (LE STOÏCISME - Vaincre nos émotions  Jan 18, 2020)

*https://www.worldhistory.org/Zeno_of_Citium/#:~:text=Zeno%20of%20Citium%20(l.c.%20336,the%20purpose%20of%20human%20life. (Zeno of Citium)

*https://www.youtube.com/watch?v=0oVsLkPqXWo (12 Stoic Lessons That Will Immediately Change Your Life – Ryan Holiday. Dec 14, 2020)  

Saturday, April 3, 2021

Amazing ants

 มดครองทั่วพื้นปฐพีมาประมาณ 110-130 ล้านปีก่อนมีมนุษย์ เป็นอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล ในยุคเดียวกับไดโนเสา. มดทั้งหลายได้สร้างอารยธรรมคู่ขนานมากับวิวัฒนาการโลก เป็นอาณาจักรมดที่ครองโลกอย่างแท้จริง, มีกองทัพพร้อมระบบกลยุทธ์สลับซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีที่น่าทึ่งที่สุด พร้อมรับศึกและเข้ายึดเมือง. มีผู้เทียบไว้ว่า อาณาจักรมดมี แอ๊ตตีลา-Attila (เจ้าผู้ครองฮั่น), คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส-Christopher Columbus (นักเดินเรือ นักสำรวจ), จูเลียส ซีซาร์-Julius Cesarus (รัฐบุรุษ นายพลโรมัน), มักกียาแอลลี-Machieval (นักการทูต นักปรัชญา) หรือเลโอนาร์โด ดา วินชี-Leonardo da Vinci (พหูสูต).

      นักวิทยาศาสตร์วิจัยเรื่องสติปัญญาว่าคืออะไร ทำไมสัตว์บางชนิดมีเชื้อความฉลาดมากเป็นพิเศษ? แล้วคนล่ะ มิใช่ฉลาดสุดยอดหรือ? เราเคยคิดกันว่าสติปัญญาเป็นสมบัติของคนเท่านั้น. แต่นักวิจัยได้ค้นพบความสามารถที่วิเศษต่างๆของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ นอกจากชิมแพนซี หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นปลาโลมา, ยังมีสัตว์อื่นเช่น นกกา, นกแก้ว, ปลาหมึกเป็นต้น. เมื่อเรานึกถึงความฉลาดของฝูงสัตว์ในฐานะเป็นมวลสิ่งมีชีวิตมวลเดียวกัน เราต้องเพิ่มฝูงผึ้ง ปลวก มด เข้าไปในฐานะสัตว์ที่ฉลาดมากกว่าที่คนจินตนาการไว้.  

        มดมีสมองใหญ่ที่สุดเทียบสัดส่วนกับน้ำหนักตัว. ดาร์วินพูดไว้ว่า เมื่อคำนึงถึงศักยภาพของสมองมดว่าทำอะไรได้บ้าง สมองมดเป็นอะตอมที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล. มดมีเซลล์สมองราว 250,000 เซลล์ เชื่อกันว่าเป็นแมลงที่สมาร์ทที่สุดในโลก. ส่วนใหญ่ส่งสัญญาณง่ายๆ. มดแต่ละตัวเหมือนเซลประสาท (เนอรอน) ตัวหนึ่งในนิคมมด. เซลล์ประสาทของมดใช้สารเคมีเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมของมดทั้งหมด. ที่ชัดเจนและไม่มีข้อสงสัยคือ ในนิคมมด มี “สมองหมู่” (collective brain) เทียบได้กับสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด. นักวิทยาศาสตร์ยืนยันตรงกันว่า ประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในนิคมมด อยู่ระดับสูงสุด ที่ดลใจให้มีการวิเคราะห์เจาะลึกพฤติกรรมของมดด้วยระบบแอลกอริทึม เรียกกันว่า Ant Colony Algorithms แล้วนำไปประยุกต์สร้างระบบคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ของนาซา.

     มดไม่มีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อน เช่นความรัก ความโกรธ ความเห็นอกเห็นใจ แต่มดรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์. มดสื่อสารกันทางกลิ่น สารเคมีหรือฮอร์โมนที่มดส่งกระจายออกไปในอากาศ (chemical pheromone) มีฤทธิ์กระตุ้นการตอบโต้ทางสรีรภาพ. สัญญาณเคมีดังกล่าว กระจายออกเป็นเครือข่าย สร้างคอนเน็กชั่นสื่อสารกับมดตัวอื่นๆ. กลิ่นจึงเป็นอุปกรณ์เรียนรู้โลกรอบข้าง รวมทั้งทำความรู้จักกับสมาชิกมดในนิคมเดียวกัน เพราะแต่ละนิคมมีกลิ่นเฉพาะนิคม มดตัวใดจากที่อื่นพลัดเข้าไปในนิคมหนึ่ง จึงรู้กันได้ทันที. มดไม่มีจมูก มันรับรู้กลิ่นเคมีในบรรยากาศ ที่ผ่านเข้าตัวมดทางเสาอากาศไปถึงประสาทรับรู้กลิ่นภายใน. เสาอากาศมด มีรูพรุนเหมือนฟองน้ำที่ใช้กันในครัว. บางคนอาจเคยเห็นว่า เมื่อมดเจอกัน หรือเดินสวนกัน หรือเดินไปมา มดหยุดตรงหน้าและแตะเสาอากาศของกันและกัน ด้วยวิธีนี้ แต่ละตัวรู้ว่ามดตัวอื่นทำอะไร รู้จนถึงรายละเอียดสุดท้าย และถ่ายทอดสื่อสารข้อมูลแก่กัน. พฤติกรรมนี้ (antennation) เป็นตัวชี้ให้รู้ว่า มดตัวไหนเป็นเพื่อนร่วมนิคม ตัวไหนแปลกปลอมเข้าไป.

ภาพนี้เจาะจงไว้ว่า เป็นมดช่างไม้ กำลังแลกหรือส่งถ่ายสารเหลว(หรือน้ำหวาน)ให้กันและกันทางปาก (trophallaxis). เครดิตภาพจากเว็บนี้

ในที่สุด สัญญาณเคมี เชื่อมมดทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันเป็นองค์กรหนึ่งองค์กรเดียวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด. นักวิทยาศาสตร์ตั้งฉายานิคมมด ว่าเป็น superorganism ที่ไร้เทียมทาน. นั่นเป็นหนึ่งในผลพลอยได้จากการมีร่างจิ๋ว. เห็นตัวเล็กๆอย่างนั้น เมื่อนับความเร็วของสัตว์ ปกตินับความเร็วว่าเป็นกี่เท่าของความยาวของตัว. ความเร็วเฉลี่ยที่บันทึกกันมา มดไปได้ไกล 34 ไมล์ต่อชั่วโมง (หรือ 54.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง). นักวิ่งยูเซน โบลต์ Usain Bolt ชาวจาเมกา ผู้ที่โลกยอมรับว่าเป็นนักวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีสถิติความเร็วที่ 28 ไมล์ต่อชั่วโมง (หรือ 45.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง). สถิติความเร็วตามที่นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ศึกษาไว้ น่าสนใจมากเมื่อพินิจพิจารณาวิธีการเดินของมด เช่น ระบุไว้ในวารสาร Journal of Experimental Biology ว่า มดสีเงินๆในทะเลทรายซาฮารา (Cataglyphis bombycina) สามารถโลดพรวดไปไหนได้ด้วยความเร็ว 855 มิลลิเมตรต่อวินาที เท่ากับประมาณ 108 เท่าความยาวของตัวมด. (เทียบกับเสือชีต้า-cheetah ที่วิ่งได้เร็ว 16 เท่าความยาวของลำตัว) เพื่อหลีกเลี่ยงการแตะพื้นทรายที่ร้อนระอุ มันแกว่งตีนไปมาด้วยความเร็วประมาณ 1300 มิลลิเมตรต่อวินาที ตีนแต่ละตีนของมดแตะพื้นทรายในชั่วเวลาเพียง 7 milliseconds ทำให้ตัวมดไม่จมลงในทราย. (ref. https://sciencepost.fr/la-fourmi-la-plus-rapide-du-monde-bat-un-nouveau-record-de-vitesse/)   

   กลิ่นจากสัญญาณเคมี ยังนำมดไปยังกลุ่มมดขนาดใหญ่ขึ้นๆ โดยเฉพาะมดที่เคลื่อนเป็นกลุ่มหนาแน่น เช่นมดกองทัพหรือมดขี้โขมย. นอกจากกลิ่น ยังใช้เสียง. หากรังมดถูกเหยียบ เกิดความระส่ำระสายขั้นวิกฤติ. มดที่ถูกเหยียบ ส่งสัญญาณเป็นเสียงแหลมๆเพื่อให้มดอื่นมาช่วยฉุดมันขึ้นมา.

      น้อยคนจะนับว่ามดเป็นหนึ่งในแมลงที่แปลกและฉลาด. มดตัวเล็กๆ ไม่โดดเด่นอะไร อยู่ทุกหนทุกแห่ง คนไม่สนใจมด จนเมื่อมดเข้าไปรุกรานพื้นที่ครัวหรือบ้าน สร้างความเอือมระอาอย่างยิ่งแก่เจ้าของบ้าน. ทุกคนคงเคยเอาถ้วยใส่น้ำเพื่อกันมดไต่จากขาตู้ขึ้นตู้กับข้าว แต่ไม่ได้ผลหรอก เพราะมดอยู่ในน้ำ ใต้น้ำ ได้นานกว่าสองสัปดาห์ เพราะมันมีท่อหายใจขนาดเล็กมากจนแม้น้ำก็มิอาจซึมเข้าไปได้.

ดูกรามและหน้าตามดงานใกล้ๆชัดๆ. เครดิตภาพจากเว็บนี้.

     ในโลก มีมดมากกว่า 12,000 สายพันธุ์. นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า มีประมาณหนึ่ง quadrillon (1+ศูนย์อีก15 ตัว) ในโลก. มดอยู่ในตระกูล Hymenoptera และรวมกันเป็นวงศ์ใหญ่ที่เรียกว่า Formicoidea.  มดอยู่ทั่วไปในโลก ยกเว้นแถบขั้วโลกเท่านั้น, แถบอาร์กติกเซอเคิล และอันตาร์กติก. มดเป็นสัตว์เลือดเย็นและหนีทุกที่ที่มีอุณหภูมิเย็น. นิคมมดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกกันมาในยุโรป เทียบพื้นที่กว้าง 3750 ไมล์ (หรือราว 6035 กิโลเมตร)ที่รวมนิคมมดจำนวนมากเข้าด้วยกัน เป็นจักรวรรดิมดที่มีโครงสร้างเป็นระบบระเบียบไม่น้อยไปกว่าจักวรรดิโรมัน.

      มดมีชุมชนของตัวเอง มีมดนางพญา มดตัวผู้และมดงานทุกประเภท. สังคมมดเป็นสังคมของเพศเมีย. ในนิคมมด มีมดนางพญา นางพญาไม่ใช่ผู้นำ ไม่ใช่หัวหน้าหรือผู้บัญชาการ, เป็นผู้สืบพันธุ์, ทวีประชากรเพื่อครอบครองแผ่นดินให้กว้างไกลที่สุด. การบริหารจัดการในแต่ละนิคม ไม่มีศูนย์ควบคุมหรือหัวหน้าผู้สั่งการ. แต่ละนิคมเป็นกลุ่มเอกบุคคลที่ทำหน้าที่ร่วมกัน ตอบสนองสอดคล้องกันไปอย่างอัตโนมัติ. ารไม่มีผู้นำ กลับไม่กระทบกระเทือนการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ตราบใดที่มดอยู่อย่างมีระเบียบ, แต่ละตัวรู้หน้าที่ต้องทำและตัดสินใจทำตามไม่เกี่ยงงอน. มดทำงานเป็นกะในแต่ละวัน ตัวไหนทำอะไรกะไหนเมื่อไหร่ มดยึดกันเคร่งครัด, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน นอน กิน. นิคมมดขนาดใหญ่ มีกองทัพมดขนาดใหญ่ เทียบเท่ากับจำนวนเนอรอนหรือเซลล์ประสาทในหัวคน (ตัวเลขคาดคะเนที่บันทึกมาคือ 100 ล้านล้านตัว). ชวนให้คิดว่า หากพลังงานดีๆอยู่รวมไว้ในหัวของผู้นำคนเดียว มีความเสี่ยงว่าเมื่อล้มเหลว ก็ล้มไปทั้งระบบ, หากแบ่งพลังงานออกเป็นพลังงานย่อยๆอีกนับไม่ถ้วน แต่ละส่วนทำงานเต็มตามหน้าที่ และในที่สุดเสริมพลังรวมของนิคมมดทั้งนิคม. อะไรเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ? 

    ชีวิตในนิคมมด ทุกตัวทำงานหนักตามหน้าที่การงานเช่น หาอาหารและนำกลับเข้าสู่รัง, ทำความสะอาด, และขยายพื้นที่ห้องให้กว้างออกเมื่อจำนวนมดเพิ่มขึ้น, ทำหน้าปกป้องนิคมและขจัดอันตรายออกไปให้พ้น, เข้าเฝ้ารับใช้มดนางพญา เช่นโยกย้ายไข่ ดูแลมดตัวอ่อนๆ.  มดมีขนาดต่างๆกัน ที่ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะหน้าที่หนึ่ง. เมื่อเทียบกัน มดขนาดเล็กลง มักเป็นมดสวนที่เด็ดทุกสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในสวนออก ทำหน้าที่เหมือนคนสวนเลย. ชัดเจนว่า นี่เป็นงานหนักสำหรับแมลงตัวเล็กขนาดนั้น.  

     มดนางพญามีผู้คุ้มครองห้อมล้อมอยู่เสมอ มีหน้าที่วางไข่ ทวีประชากรเพื่อขยายอาณาจักร.  บางตัวมีอายุยืนยาวมากถึง 30 ปีและมีลูกได้เป็นล้านๆตัว.  มดมีชีวิตยืนยาวกว่าแมลงชนิดใด. มดเติบโตจากไข่ (egg), เป็นตัวอ่อน (lavae) แล้วเป็นดักแด้ (pupae) ก่อนจะโตเป็นมดเต็มตัว. ไข่มดสีขาวๆที่ถูกแบกออกจากรังเมื่อต้องย้ายรังนั้น ไม่ใช่ไข่ แต่เป็นดักแด้ที่กำลังโตและพร้อมออกจากรังของมัน. ตัวอ่อนที่ออกจากไข่ ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย จึงต้องมีมดงานคอยเลี้ยงดูปูเสื่อ.

วงจรชีวิตของมด จากไข่ (eggs) เติบโตเป็นตัวอ่อน (lavae) และเจริญเป็นตัวดักแด้ (pupae) ออกจากรังใยไหม (cocoon). มดที่เติบโตเต็มที่ ถ้ามีตัวขนาดใหญ่ จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ เป็นมดนางพญา หรือมดเจ้าหญิง. มดตัวผู้ขนาดใหญ่พอๆกับมดนางพญา มีปีก มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับมดนางพญาและ/หรือมดเจ้าหญิง เมื่อเสร็จหน้าที่ ก็สิ้นใจ. ไข่มดส่วนใหญ่ เติบโตเป็นมดงานที่ตัวเล็กกว่ามดตัวผู้ และเป็นเพศเมียล้วน. เครดิตภาพจากเว็บนี้.

ไข่มด (นึกถึงไข่มดแดงที่ชาวอิสานเรียกว่า “แม่เป้ง” เป็นแหล่งโปรตีนราคาแพง ที่คนไปขโมยจากรังมดแดง). เครดิตภาพจากที่นี่.

เมื่อตัวอ่อนโตขึ้น เข้าสู่สภาวะของดักแด้ (lavae) และออกจากรังใยที่ห่อหุ้มตัวมัน มันจะเป็นมดงานหรือเป็นมดสืบพันธุ์ ซึ่งคือสมาชิกหลักในนิคมมด. เพิ่งค้นพบกันไม่นานมานี้เองว่า มดเพศเมียทุกสายพันธุ์ เช่นมดตัดใบไม้ ขยายพันธุ์ด้วยการโคลนนิ่งตัวเอง. มดตัวผู้มักมีปีก มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับมดนางพญา กับมดเจ้าหญิง และมีชีวิตเพียงไม่กี่สัปดาห์ พอเสร็จงาน ก็ตาย. ส่วนมดงาน มดทหารและมดนางพญา หรือมดเจ้าหญิง เป็นตัวเมียทั้งหมด. แม้เป็นตัวเมีย มดงานไม่มีหน้าที่วางไข่ แต่รับใช้มดนางพญาอย่างใกล้ชิด ดูแลเลี้ยงดูไข่และตัวอ่อนตลอดเวลาเหมือนลูกๆของพวกเธอเอง. ทั้งหมดมีชีวิตอยู่เพื่อบรรลุเป้าหมายหนึ่งเดียวของชีวิต คือการแพร่พันธุ์ เพิ่มประชากรและขยายอาณาจักรมดออกไปให้กว้างที่สุด. มดงานมีชีวิตสองสามปี มดนางพญามีอายุยืนนานอาจถึง 30 ปี. อย่างไรก็ดี นิคมมดตั้งอยู่ได้เป็นสิบๆปี เพราะมดงานทำงานอย่างไม่ลดละ สำรวจพื้นที่ ติดตามกลิ่นเคมีไปยังแหล่งอาหาร และปกป้องผู้รุกรานจากนิคมมดอื่น, อุ้มชูมดงานรุ่นใหม่ๆเพื่อขยายประชากรออกไปเรื่อยๆ. 

       มดมีส่วนช่วยรักษาผืนดินและเป็นนักล่าปลวก ดักแด้ ตัวด้วงและศัตรูพืช แต่ในขณะเดียวกัน มดก็เป็นศัตรูพืชด้วย. รังมดและกองดิน มักถูกมองว่าไม่เป็นที่ต้องการ. โครงสร้างของรังมด อาจทำลายที่ดิน มดกินและทำลายอาหาร. สายพันธุ์บางสายพันธุ์ ใช้เหล็กในต่อยคน สัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ที่ยังผลให้ถึงตายได้.

     ในอีกด้านหนึ่ง นักวิจัยสังคมชีววิทยา Edward O.Wilson แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด รายงานว่า แต่ละปี มดขนย้ายดินประมาณ 50 ตัน มดจึงเป็นผู้กลับดินที่สำคัญมากของพื้นธรณี. มดไวต่อสนามแม่เหล็กโลกและใช้เป็นสิ่งนำทาง เหมือนเข็มทิศที่ฝังในตัวของมดเอง. แต่ละปี มดสร้างทางหลวงของมันประมาณสามกิโลเมตร. ทางหลวงที่มดสร้างขึ้นนั้น กระจายออกไปทุกทิศทาง. หากเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นโครงสร้างสลับซับซ้อนของเครือข่ายใต้ดิน เห็นความกุลีกุจอของมดงาน.

      มดแต่ละตัว เผยให้เห็นว่าเครือข่ายพฤติกรรมที่แสดงความฉลาดอย่างน่าทึ่ง. พวกมดมีวิธีเรียนวิธีใหม่ๆเพื่อการสัญจร เพิ่มเข้าไปในเทคนิคของพวกมด ที่รวมไปถึงการนับก้าว การจดจำมุม, ทิศทางและภูมิทัศน์ที่เห็น, จดจำมุมของแสงอาทิตย์และรู้จักใช้แสงเป็นสิ่งนำทาง.

     เมื่อวิจัยเจาะลึกเข้าไป นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากศึกษามดและสรุปว่า มดเป็นแมลงที่ประหลาดที่สุดในโลก (ref. https://plunketts.net/blog/20-weirdest-wildest-ant-factsดังสรุปมาให้อ่านย่อๆต่อไปข้างล่างนี้. 

       Mark Moffett ได้ทำแผนผังมดสายพันธุ์ต่างๆที่มีในโลก ปรากฏในหนังสือ Adventures Among Ants: A Global Safari with a Cast of Trillions.  เขาจำแนกแยกแยะมดชนิดต่างๆ เขาเลือกจัดกลุ่มมดตามหน้าที่หลักของมด เช่น

มดงาน (Worker ant) ทำหน้าที่เหมาะกับขนาดของมัน. ตัวใหญ่ มีงานพิเศษเฉพาะ. มดตัวใหญ่ที่สุด เหมือนมดขับรถขนส่ง เป็นหน่วยเคลื่อนกิ่งไม้(ยุทโธปกรณ์)ไปยังสนามรบ. ตัวเล็กกว่า เป็นมดกุลี. มดสามารถยกน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักตัวมันถึง 20 เท่า (บางแห่งบอกว่า 50 เท่า). มดกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเมื่อเทียบขนาดของร่างกาย. โดยเฉลี่ยหากแข็งแรงเท่ามด คนจะยกน้ำหนักได้ 4082 กิโลกรัม. ให้จินตนาการชายคนหนึ่งยกรถบรรทุกขึ้นเหนือศีรษะ. นี่คือสิ่งที่มดทำทุกวัน. มดงานคือมดที่คนเผชิญมากที่สุด. เป็นมดตัวเมีย ทำหน้าที่สร้างรัง ออกไปเก็บอาหารมากักตุน, เคลื่อนย้ายนิคมมดและปกป้องนิคมมดเมื่อจำเป็น.

ทีมมดงาน 6 ตัว ร่วมกันก่อสะพานข้ามช่องว่าง. ยืนยันความแข็งแกร่งของมดที่ยกน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองถึง 20 เท่า. เครดิตภาพจากเว็บนี้

มดทหาร (Soldier ant) ทำหน้าที่สังเกตการณ์ ดูแลความเรียบร้อยและระวังภัยในนิคมมด. มดมีวิธีปกป้องนิคมที่ประหลาดที่สุด. มดงาน มดทหาร ทำหน้าวิเศษมากในเรื่องนี้. มดทหารมีกรามแข็งแรงและใหญ่กว่าหัวของมัน ที่อาจดูเกะกะแต่เหมาะกับบทบาทของผู้ปกป้องนิคม. มดทหารบางตัวใช้หัวเป็นสิ่งปกป้องตัวเอง เช่น มดภารโรง มันอาจทิ่มหัวของมันปิดทางเข้ารังเพื่อกันไม่ให้ศัตรูเข้าไปในนิคมของมัน. มดอื่นๆใช้เหล็กในเป็นอาวุธ บางตัวใช้วิธีพ่นสารเหลวที่กัดกร่อนและมีกลิ่นเหม็น ที่ทำให้ศัตรูหนังเหี่ยวหรือหลุดออก.  มดกัดหรือต่อยด้วยขากรรไกร โดยเฉพาะขากรรไกรล่าง เพื่อปกป้องตัวเอง. มดบางชนิดมีเหล็กในตรงปลายช่องท้อง เมื่อต่อยใครหรืออะไร ส่งสารพิษออกไปทำร้ายศัตรู. ชนิดของพิษจากมด แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ พิษจากเหล็กในประกอบด้วยกรดฟอร์มิก (formic acid) ที่ทำให้แสบร้อนเหมือนโดนไฟไหม้. มดบางชนิดมีต่อมบรรจุกรดที่มันจะฉีดไปยังผู้รุกรานหรือศัตรู ทำให้ศัตรูเหมือนถูกเผาแถมมีกลิ่นที่น่ารังเกียจมาก.

มดช่างทอ (Weaver ant) ในป่าเขตร้อน มีมดเจ้าป่าที่หฤโหด พวกมันเป็นสถาปนิกผู้สร้างปราสาทและเมือง, เป็นนักสู้ตัวยง ชีวิตรบพุ่งตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดของมัน. ในขณะเดียวกันก็เป็นมดที่ทอใยเหมือนใยไหมปกป้องตัวอ่อนมดของพวกมันไว้อย่างดี.

รังใยไหมที่มีไข่ ตัวอ่อนอยู่ภายใน มีมดงานพี่เลี้ยงคอยดูแลเลี้ยงดู. เครดิตภาพจากเว็บนี้

มดนักสู้จอมโหด (มดหัวโตเหมือนหมาบูลด็อกในออสเตรเลีย) ยาวเกือบหนึ่งนิ้ว ลำตัวเหมือนรถถัง เป็นมดที่สายตาดีมาก ดังนั้น หากไปออสเตรเลีย และเห็นมดตัวหนึ่งที่จ้องมองคุณและติดตามคุณ จนวิ่งตามคุณ แนะให้รีบออกไปจากตรงนั้นโดยเร็ว. Bob Taylor ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมดตัวโตของออสเตรเลีย เล่าไว้ในวารสาร National Geographic ว่า มดหัวโตสามสิบตัว ฆ่าคนตายได้. Mark Moffett เคยถูกมดพวกนี้กัดมาแล้ว จำนวนมากกว่าสามสิบตัวด้วยซ้ำตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน แต่เขาไม่ตาย มันคงขึ้นอยู่กับปริมาณพิษด้วย.

การต่อสู้ เอาชนะศัตรู. เครดิตภาพจากเว็บนี้.

มดเก็บเกี่ยว (Harvester ant) มดเป็นนักเก็บเกี่ยวที่เหนือชั้นกว่าแมลงใด. มันรวบรวมและกักตุนอาหารสำหรับฤดูหนาว. มดสายพันธุ์ Atta structor และ black Atta barbara เป็นมดสองสายจากตะวันออกกลาง มีชื่อว่าเป็นนักเก็บเมล็ดผู้ชำนาญ. สายพันธุ์มดที่รู้จักกันดีคือ Messor semirufus อาศัยอยู่ใกล้ลานหวด(เมล็ด) และในยุ้งฉาง.

มดกักน้ำหวาน (Honeydew ant) ปกติมดมีวิธีเสริมสร้างสุขภาพ ด้วยการดื่มสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่คือไฮโดรเจน เพอร็อกไซด์ (hydrogen peroxide) ในปริมาณเล็กน้อย ก็จักช่วยฆ่าเชื่อราที่ทำให้มดล้มป่วยได้.

มดกำลังดูดเน็กตาร์จากดอกไม้. เมื่อมันพบน้ำหวานอร่อยที่ใด มันก็ส่งสัญญาณกลิ่น (pheromone) ออกไปบอกพรรคพวกให้รีบตามไปที่ดอกไม้.

ไฮโดรเจน เพอร็อกไซด์ มีในอาหารโปรดสองอย่างของมด คือ เน็กตาร์-nectar ที่มดได้จากดอกไม้ และน้ำหวาน honeydew ที่มดดูดกินจากแมลงตัวเล็กๆ เช่นเพลี้ย (เรียกกันว่า aphids) หรือแมลงมีเกล็ดบางชนิดหรือลีฟฮอฟเฟอ-leafhopper. มดชนิดนี้มักไปตั้งนิคมอยู่ใกล้ๆที่อยู่ของตัวเพลี้ยหรือแมลงเล็กๆเหล่านี้. หาโอกาสเข้าประชิด แล้วใช้เสาอากาศของมันเจาะเข้ากลางหลังของเหยื่อ ดูดสารน้ำหวานขึ้นจากช่องท้องของเหยื่อ.

มดจู่โจมจัดการดูดน้ำหวานจากตัวเพลี้ย. เครดิตภาพจากที่นี่

โอกาสจะได้เสพ honeydew จากเหยื่อจนเต็มอิ่มท้องนั้น มีไม่มากนัก. เมื่อได้มา ก็เอากักตุนในฟาร์มเอฟิด aphid farm ขนาดเล็กๆ. มีมดตัวกลมป้อมๆที่กักน้ำหวานไว้เต็มท้องมัน. หากมีมดหิวโหยในนิคมเดียวกันมาขอน้ำหวาน มดที่มีน้ำหวานในตัว ก็จะเลี้ยงดูตัวอื่นๆ แบ่งปันน้ำหวานให้ ด้วยการคายน้ำหวานออกทางปาก.

มดกำลังดูแลเม็ดสีเขียวอ่อนๆขนาดต่างๆ นั่นคือวิธีการทำฟาร์มเอฟิด แต่ละเม็ดบรรจุน้ำหวานจากตัวเพลี้ย. เครดิตภาพจากที่นี่

มดน้ำตาล (Sugar ant) เป็นมดพื้นเมืองของทวีปออสเตรเลีย. ไม่เป็นอันตรายแต่เมื่อมันบุกรุกเข้าไปพบแหล่งน้ำตาลในบ้านในครัว มันจะแทะทะลุกระดาษ แผ่นกระดาน หรือกล่องปลาสติกบางๆเข้าไปถึงอาหาร. นอกจากนี้ ยังอาจนำพาแมลงอื่นๆตามเข้าไปในบ้านด้วย เช่น แมงมุมหรือตะขาบ. เมื่อพบอาหาร มดจะขับสารหลั่งเฟอโรโมน (pheromone) กระจายเป็นเส้นทางกลิ่น สู่มดตัวอื่นๆที่จะตามไปถึงจุดหมายดังกล่าว. ปกติรังมดชนิดนี้ จะอยู่ในที่ไม่พลุกพล่าน เช่นภายในกำแพงหรือในชั้นใต้ดิน.

มดช่างไม้ (Carpenter ant) ตัวใหญ่ (อาจยาวถึง 2.5 ซม.) เป็นมดพื้นบ้านในแดนป่าทั่วโลก. มดพวกนี้ทำรังภายในเนื้อไม้ พวกมันใช้กรามตัดเฉือนแทะและเคี้ยวเนื้อไม้ออกมา ที่ดูเหมือนขี้เลื่อย แล้วสร้างเป็นแกลลอรี เป็นห้อง. มดชอบอยู่ในไม้ที่ตายแล้ว, ในลำต้นกลวงๆ หรือในไม้ที่ชื้นๆ.  มันอยู่ทั้งภายนอกและภายในอาคารที่ชื้นๆ ที่ไม้เริ่มผุ, รอบกรอบหรือใต้หน้าต่าง, ชายคา, ดาดฟ้าและระเบียงเป็นต้น.

มดเองไม่กินเนื้อไม้ (แต่ปลวกกิน) แต่มดสร้างบ้านอยู่ภายในเนื้อไม้ ด้วยการขุดแกะเนื้อไม้ออกให้เป็นโพรงเพื่อเป็นที่พักอาศัย มีห้องและทางเดินเชื่อมห้องต่างๆเป็นแซเทอไลท์อย่างสุดวิเศษ.. เช่นนี้ จึงอาจทำลายเสาบ้านเรือนให้พังทะลายลงได้ หากมีนิคมมดเข้าไปอยู่ในโพรงไม้จำนวนมาก.. มดบางชนิดอาจขุดลึกลงจากพื้นดิน 4.8 เมตร, นิคมมดหนึ่งนิคม อาจครอบพื้นที่ใต้ดินราว 4046 ตารางเมตร. อย่างไรก็ดี ความที่มดนี้ชำนาญการขุดเจาะเนื้อไม้ ในอีกมุมมองหนึ่ง มันจึงช่วยเร่งการเน่าเปื่อยผุพังของป่าไม้ในวงจรชีวิตป่า. สายพันธุ์มดช่างไม้นี้ที่รู้จักกันดี เพราะมาอยู่ในบ้านเรือนของคนจำนวนมาก(โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) เรียกว่า Black carpenter ant ที่ประกอบด้วยสายพันธุ์ย่อยอีกไม่ต่ำกว่า 1000 สายพันธุ์. มดช่างไม้นี้ ยังเป็นมดที่ทำฟาร์มน้ำหวานจากตัวเพลี้ย aphid farm (เหมือนมด honeydew ant). 

มดช่างไม้ ทำฟาร์มเอฟิด aphid farm. เครดิตภาพจากที่นี่

มดขี้โขมย - marauder ants (Pheidologeton) ในประเทศต่างๆเช่นที่ศรีลังกา, เนปาล, นิวกีนี, ฮ่องกง. เป็นมดงานกลุ่มย่อย ตัวเล็ก เป็นมดทำงานหนักเหมือนกุลีของทั้งนิคม. ยังมีมด (Kidnapper ant) ที่ลักพาตัวอ่อนของนิคมมดอื่น, เข้าจู่โจมนิคมมดอื่นและฉวยมดตัวอ่อนออกมาดื้อๆ นำกลับมาที่นิคมของตัว. เมื่อมดทารกพวกนั้นโตขึ้น จะถูกเสี้ยมสอนให้รับใช้นิคมใหม่ เหมือนถูกล้างสมองให้เป็นทาสรับใช้ ด้วยการโด๊บสารเคมีที่มีกลิ่นเฉพาะของนิคมใหม่ลงในมดทาสเหลานั้น  มดทาสพวกนั้นจึงกลายเป็นสมาชิกเต็มตัวและออกไปล่าอาหาร, ทำความสะอาดรัง, บดเคี้ยวอาหารให้มดนาย (นายอันธพาลที่ไปลักตัวพวกมันจากรังแม่จริง). มดขี้ขโมย ต่อมาก็ย้ายไปทำงานในนิคมใหม่ ราวกับว่านั่นเป็นรังของพวกมัน.

(Ref. https://www.youtube.com/watch?v=sC4MjPKf3jY)

มดเก็บขยะ มดเก็บขยะ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเก็บขยะในนิคม. มดเก็บขยะทำงานเต็มเวลา, เป็นผู้เคลื่อนย้ายศพมดไปยังที่ฝัง ที่อยู่ลึกลงใต้ดินประมาณ 9.1 เมตร, ไม่ผิดไปจากที่คนฝังขยะลึกลงไปใต้ดิน 3 กิโลเมตร และนี่อธิบายว่า ในนิคมมด มีห้องจำนวนมากสำหรับเก็บขยะ บางห้องใหญ่เท่าโลงศพเด็ก. แนะให้คิดว่า มดมีระบบควบคุมสุขอนามัยภายในนิคมมด.

มดสัปเหร่อ (Undertaker ant) ในนิคมมดใหญ่ๆ มีมดงานที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายมดตายแต่ละศพและแบกไปอยู่ในกองขยะที่อยู่ไกลออกไป หรือในห้องพิเศษของรัง. มดบางสายพันธุ์ มีการฝังศพมดแทน (เช่นกรณีมดที่ตายหรือบาดเจ็บในสนามรบ). ทำไมมดจึงเคลื่อนศพมดลงใต้ดินไปลึกๆ? คำตอบคือ เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรค ซึ่งอาจทำลายพื้นที่อาณานิคมได้. ในกรณีของมดสวน ที่มีชีวิตและตายใต้พื้นสวน มีส่วนช่วยให้สภาพพื้นดินของสวนต่างๆ ไม่เป็นอันตรายต่อพืชพรรณไม้ในสวน. คิดดูให้ดี ใครกันแน่ที่เป็นนายใหญ่ นิคมมดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด กับคนๆเดียวที่ไปนั่งอยู่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯและยึดครองทั้งประเทศ (cf. Mark Moffett ประชดไว้).

มดตัดใบไม้ (Leafcutter ant) มดตัดใบมีขนาดใหญ่ กัด เฉือนผลไม้เปลือกหนา ใบไม้หรือดอกไม้ ด้วยกรามของมัน (ที่ประกอบด้วยสังกะสีถึง 40%). เปรียบได้ว่า กรามของมดตัดใบ คือที่เปิดกระป๋องโลหะนั่นเอง. ขณะที่มันตัดใบไม้ ร่างของมันสั่นๆจึงยิ่งเหมือนมีดไฟฟ้าที่พ่อครัวใช้ตัดหรือเฉือนเนื้อชิ้นโตๆ. มดบางกลุ่ม (ไม่ทุกกลุ่ม) ชำนาญเรื่องตัดใบไม้เป็นพิเศษ. แต่ละตัวแบกใบไม้ที่ไปกัดมาเป็นแผ่นๆ ขนาดต่างๆ เอากลับมาที่นิคม. คงเคยเห็นกันว่า ใบไม้ที่มดแบกนั้น เหมือนร่มปิดตัวปิดหัวมด.

เราอาจเคยคิดกันว่า มดขนใบไม้ไปกินหรืออย่างไร. ในความเป็นจริง มดเอาใบไม้ไปเพาะทำฟาร์มเชื้อราชนิดหนึ่ง เป็นฟาร์มราที่มดทำติดต่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้ กว่า 40 ล้านปีแล้ว. มดจะเคี้ยวใบไม้ ดอกไม้หรือผลไม้ทั้งหลายที่นำกลับมารัง ให้แหลกจนเละ, ต่อมา ราชนิดพิเศษเข้าจับบนมวลเละๆนั้น. ให้นึกเทียบกับชาวนาที่นำต้นกล้าปักลงบนแปลงดิน และคอยกำจัดศัตรูพืช. ฟาร์มราเป็นแหล่งอาหารที่วิเศษสุดของมด พวกมดกินอย่างหิวโหยและตะกละตะกลาม. นอกจากนี้ มดยังมีวิธีเพาะเลี้ยงแบคทีเรียบนตัวมดเอง เป็นแบคทีเรียแอนตี้บอดี้ที่ต้านเชื้อโรคและรักษาเชื้อราร้ายอื่นๆที่ทำให้มดป่วย. คนมักเห็นมดสวนที่มีผงขาวๆบนตัว เหมือนไปโดนแป้งฝุ่นมา นั่นคือแบ็คทีเรียที่มดสร้างขึ้นรักษาตัวเอง. ดังนั้นมดจึงผลิตยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าเชื้อราอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อมัน.  

     บางคนจัดแยกสายพันธุ์มดตามรูปร่างหรือฤทธิ์ของมด หรือตามแหล่งที่อยู่ของมันเช่น

มดก้นใหญ่ (Hormiga culona) ได้ชื่อว่าเป็นอาหารวิเศษในโคลัมเบียมาหลายร้อยปีแล้ว.  รสชาติเหมือนป๊อปคอร์นอบเนย. นักวิจัยได้ชิมกันแล้วทุกคน. เหมือนที่คนไทยทอดแมลงหลายสิบชนิด กินเป็นโปรตีน ไขมันต่ำ. ชาวเนเธอแลนด์ได้ความคิดไปจากไทย และเริ่มเลี้ยงตั๊กแตนอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อเป็นโปรตีนทางเลือกอีกหนึ่งทาง แทนเนื้อสัตว์.

มดคันไฟ (Fire ant) มีพิษร้ายแรงมาจากเหล็กในที่มดใช้กัดและต่อย ทำให้เจ็บแสบคล้ายถูกไฟลวก. บางสายพันธุ์เช่น Red imported fire ant หรือ Solenopsis invicta เข้าไปทำลายระบบรากของพืชเช่นถั่วเหลือง, พืชตระกูลส้ม, ข้าวโพด, กะหล่ำ, มันฝรั่ง, ถั่วลิสงฯลฯ ยังความเสียหายในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ละปีเป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์.

มดอาร์เจนติน (Argentine ants) ที่อยู่ในนิคมขนาดยักษ์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์มดที่ค่อนข้างรุกรานแพร่กระจายไปไกล (จากประเทศอาร์เจนตินา เข้ามารุกรานนิคมมดพื้นเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย) นิคมอาร์เจนตินาบางแห่ง มีอาณาจักรทอดไกลไปถึง 560 ไมล์ (ประมาณ 901 กิโลเมตร) ตลอดฝั่งทะเลรัฐแคลิฟอร์เนีย. มดกลุ่มนี้เป็นภัยสูงสุดสำหรับไร่ citrus ที่เป็นผลผลิตสำคัญของภูมิภาคแถบนั้น.

ดูความแตกต่างระหว่าง มดอาร์เจนติน กับ มดช่างไม้. เครดิตภาพจากเว็บนี้.

มดกองทัพแอฟริกัน (African army ants) อยู่กันเป็นนิคมขนาดยักษ์ (supercolony). ในยามศึก ทั้งฝูงเข้ารุมหรือจู่โจมเหยื่อหรือศัตรู. หากใครโดนมดชนิดนี้กัด จะเจ็บปวดมาก. แต่การดึงมดออก ไม่ช่วยอะไร เพราะมดนี้จะยึดเหยื่อของมันไว้แน่นไม่ปล่อย.

     Mark Moffett ผู้หลงใหลชีวิตมด เขาตามศึกษา แกะรอยมดไปทั่วทุกแห่งในโลก ทำแผนผังสายพันธุมดไว้ด้วย. เขาถ่ายภาพมดไว้จำนวนมาก และถ่ายภาพให้นิตยสาร National Geographic ด้วยกล้องคุณภาพสูงสุด. ได้บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับมดอย่างถึงพริกถึงขิง แทบจะบอกได้ว่า เข้าถึงความถี่คลื่นของตัวมด จนรู้ว่า มดกำลังเกร็งเมื่อเขาเข้าไปอยู่ในบริเวณใกล้นิคมของมัน และมองมันซึ่งๆหน้าแบบตาสบตากัน. เวลาถ่ายภาพ เขานอนราบแนบติดพื้น เอากล้องไปใกล้มดในระยะไม่เกินหนึ่งนิ้ว. ในบริบทดังกล่าว มดมิได้เป็นสัตว์ตัวกระจิริดอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนมนุษย์ต่างดาว เป็นมดยักษ์ที่เขาเห็นทั้งหน้าตาและทุกสัดส่วน รวมกิริยาอาการของมด อย่างชัดเจนในกล้องของเขา. สมาคม National Geographic Society ตั้งฉายานามว่า เขาเป็น Indiana Jones ในโลกแมลง. มีผู้ถามเขาว่า เขาไม่เข็ดขยาดที่ถูกมดกัดบ่อยๆหรือ?  เขาตอบว่า ความสัมพันธ์ทุกชนิด ไม่ว่าในหมู่คนหรือสัตว์ ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาฟรีๆ, ต้องยอมสละอะไรบางอย่างเข้าแลก. เราต้องยอมรับทั้งสิ่งดีและไม่ดี. ผมถือว่าการถูกมดกัด เป็นไปตามกระบวนการสร้างความสัมพันธ์กับมด.

MoffMett ติดตามศึกษาชีวิตมดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตามแนวทางของนักสำรวจ มาตลอดสามสิบปีของชีวิต ทั้งในฐานะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด Harvard University และต่อมาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีบเบิร์คลี University of Calofirnia - Berkeley และสถาบันสมิตโซเนียน Smithsonian Institution. เขาได้รับรางวัลจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งลองไอแลนด์ (Science Museum of Long Island) เป็นรางวัลเชิดชูผลงานทั้งหมดที่เขาทำมาตลอดชีวิต และได้เหรียญเกียรติยศ Lowell Thomas Medal จากคลับนักสำรวจ. นอกเหนือจากการยอมรับดังกล่าว ชื่อของเขายังใช้เป็นชื่อของมดสามสายพันธุ์, กบหนึ่งสายพันธุ์และด้วงหนึ่งสายพันธุ์. เขาเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ที่อาจติดตามหาอ่านได้จากอินเตอเน็ต. ตัวอย่างเช่น   

Mark Moffett, « Farmers, Warriors, Builders: The Hidden Life of Ants ».

« Adventures Among Ants: A Global Safari with a Cast of Trillions ». University of California Press.

เอกสารเกี่ยวกับมดจำนวนมาก เป็นหลักฐานยืนยันว่า มีคนสนใจศึกษาเรื่องมดอย่างจริงจังทั้งเชิงนิเวศวิทยา เชิงศัตรูพืช มากพอๆกับเชิงวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และสัตวชีววิทยา. ลิงค์ข้างล่างนี้ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน. มีคลิปจากยูทู้ปหลายเรื่องที่น่าติดตามไปดู.

***https://www.pestworld.org/pest-guide/ants/thief-ants/

มดชนิดต่างๆ

***https://www.youtube.com/watch?v=tdsVRh9oKiE

Rethinking Thinking: How Intelligent Are Other Animals? Feb 1, 2020.

***https://www.nationalgeographic.com/animals/article/animals-queen-ants-termites-bees-insects-undertakers-bury-dead

การฝังศพในหมู่มดและปลวก

***https://www.npr.org/2010/06/17/127238974/tracking-a-sisterhood-of-traveling-ants

Tracking A 'Sisterhood' Of Traveling Ants

***https://www.youtube.com/watch?v=Uy4Iuj2Iwcs

Mark Moffett - The Human Swarm: How Our Societies Arise, Thrive, and Fall. Nov 4, 2020

***https://plunketts.net/blog/20-weirdest-wildest-ant-facts

ความจริงแปลกสุดๆยี่สิบประการเกี่ยวกับมด

***https://www.youtube.com/watch?v=MHoRiFq3ekw&t=3s

Queen Ant Mating Season | Ant Attack | BBC Earth. Jun 27, 2009

***https://www.youtube.com/watch?v=sC4MjPKf3jY

Kidnapper Ants Steal Other Ants' Babies - And Brainwash Them | Deep Look. Sep 24, 2019

***https://www.youtube.com/watch?v=tBQD0Zghwg8&t=118s

Facts About Ants 🐜 - Secret Nature | Ant Documentary | Natural History Channel. Aug 5, 2018.

***https://www.youtube.com/watch?v=qu0HN9rYtIw

Best of Ants ǀ BBC Earth. May 23, 2020.

โชติรส รายงาน

๓ เมษายน ๒๕๖๔.